วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

‘NT’ ชี้ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ดันไทยใช้ไฟพุ่ง เร่งดัน ‘กรีนดาต้าเซ็นเตอร์’ รับเทรนด์โลก

NT ชี้ไทยต้องเร่งปรับตัวสู่กรีนดาต้าเซ็นเตอร์ ใช้ระบบความเย็นอัจฉริยะและพลังงานสะอาด พร้อมหวังรัฐบาลเร่งเครื่องนโยบายให้ชัดเจนเพื่อดึงดูดการลงทุนระดับภูมิภาค

KEY POINTS

  • อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนพลังงานชาติอย่างมาก
  • NT ผลักดันแนวคิด "กรีนดาต้าเซ็นเตอร์" เพื่อรับมือกับความท้าทาย โดยมุ่งเน้นการออกแบบที่ประหยัดพลังงานและการจัดหาพลังงานสะอาดตามเทรนด์โลก
  • ความชัดเจนของนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการลงทุนและอำนวยความสะดวกด้านพลังงานสะอาด เป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนและผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาค

ในเวทีเสวนา “Data Center & AI Infrastructure: ความท้าทายด้านพลังงาน” จากงาน THE BIG ISSUE PDP 2026 ENERGY GREEN POWER ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569  โดยมีดร.วงกต วิจักขณ์สังสิทธิ์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอ คือ ตัวเปลี่ยนเกมสำคัญที่ทำให้ไทยต้องเร่งปรับแผนพลังงานแห่งชาติ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่บรรจุอยู่ในแผน PDP 2026 โดยมีการคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2593 ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากภาคส่วนนี้จะพุ่งสูงถึง 42,000-55,000 ล้านยูนิตต่อปี หรือคิดเป็นกำลังไฟฟ้าประมาณ 6.8-8.8 กิกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่

อย่างไรก็ตาม ดร.วงกต กล่าวว่าตัวเลขที่อยู่ในแผน PDP เป็นเพียงการประมาณการขั้นต่ำถึงปานกลางตามศักยภาพที่คาดว่าระบบไฟฟ้าจะขยายตัวได้ทัน แต่ในความเป็นจริง ปริมาณไฟฟ้าที่มีผู้ประกอบการยื่นขอใช้ต่อการไฟฟ้าในปัจจุบันพุ่งสูงถึงระดับ 20 กิกะวัตต์ไปแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงที่ล้นเกินกว่าแผนงานที่วางไว้

ข้อมูลระบุว่าในปี 2568 มีบริษัทที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์มากถึง 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 700,000 ล้านบาท และต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2569 อีก 7 โครงการ มูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท การหลั่งไหลของเม็ดเงินมหาศาลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่เป็นเทรนด์โลกที่องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าการใช้ไฟในดาต้าเซ็นเตอร์จะโตขึ้น 2 เท่าภายในปี 2030

‘NT’ ชี้ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ดันไทยใช้ไฟพุ่ง เร่งดัน ‘กรีนดาต้าเซ็นเตอร์’ รับเทรนด์โลก

สาเหตุหลักที่ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากมันคือโครงสร้างพื้นฐานของบริการดิจิทัลและคลาวด์ทั้งหมด ทุกครั้งที่ใช้งานโซเชียลมีเดีย ทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้ง หรือใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านั้นต้องถูกประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์เสมอ ยิ่งมีการใช้งานดิจิทัลมากเท่าไหร่ ความต้องการพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

นอกจากนี้ การเข้ามาของเทคโนโลยีเอไอ โดยเฉพาะ LLM (Large Language Models) ยังเป็นตัวเร่งการใช้พลังงานที่สำคัญ เพราะต้องการกำลังไฟมหาศาลมากกว่าเซิร์ฟเวอร์ปรกติหลายเท่าตัว จากเดิมที่ เซิร์ฟเวอร์ทั่วไปอาจใช้ไฟเพียง 5-10 กิโลวัตต์ต่อแร็ค แต่สำหรับ ดาต้าเซ็นเตอร์อาจมีความต้องการพุ่งสูงไปถึงระดับหลายร้อยกิโลวัตต์ต่อแร็ค ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ หนึ่งแห่งอาจต้องการไฟสูงถึง 20-100 เมกะวัตต์เลยทีเดียว

ดร.วงกต ยังอธิบายถึงเหตุผลที่ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ว่าเป็นเพราะปัจจัยด้านอีโคซิสเท็มที่ต้องการความใกล้ชิดกับหน่วยงานผู้ใช้งาน เพื่อความสะดวกในการดูแลและลดความหน่วงในการรับส่งข้อมูล อย่างไรก็ตาม เมื่อขนาดของโครงการใหญ่ขึ้น ปัจจัยด้านความเสถียรของระบบไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานจึงกลายเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงมากกว่าทำเลที่ตั้งเพียงอย่างเดียว

สำหรับการก้าวไปสู่ “กรีนดาต้าเซ็นเตอร์” NT มองความท้าทายใน 2 มิติ มิติแรกคือการออกแบบ เพื่อประหยัดพลังงานที่สุด โดยเฉพาะระบบทำความเย็นซึ่งกินไฟเป็นอันดับสองรองจาก เซิร์ฟเวอร์ ปัจจุบันจึงเริ่มมีการเปลี่ยนจากระบบ Air Cool มาเป็น Liquid Cooling เพื่อเพิ่มค่า PUE (Power Usage Effectiveness) หรือประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มิติที่สองคือการจัดหาพลังงานสะอาด NT พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐทั้งเรื่อง UGT (Utility Green Tariff) และการผลักดัน Direct PPA ผ่านโครงข่ายของการไฟฟ้า แม้ NT จะไม่ใช่ผู้ผลิตพลังงานโดยตรง แต่พร้อมร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เพื่อใช้ไฟสะอาดในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเน้นความยั่งยืนและการตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าไฟฟ้าที่ใช้เป็นสีเขียวจริงผ่านใบรับรองต่าง ๆ

ทั้งนี้ ดร.วงกตยืนยันว่า “ความชัดเจนของนโยบายรัฐ” คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนกล้าตัดสินใจ หากรัฐมีเงื่อนไขการส่งเสริมและการควบคุมที่นิ่ง รวมถึงมีกระบวนการซื้อขายไฟสะอาดที่คล่องตัว ประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านซัพพลายพลังงานสะอาดที่ยังต้องเร่งสร้างให้ทันความต้องการในระยะ 4-5 ปีข้างหน้าก็ตาม