ม.รังสิต เดินหน้าสู่ Smart & Low-Carbon Campus ผนึกพลังงานแสงอาทิตย์ AI และ IoT ลดค่าไฟสะสมกว่า 24 ล้านบาท พร้อมเชื่อมเป้าหมาย 3 SDGs และวางโรดแมปสู่ Net Zero Campus ในอนาคต
KEY POINTS
- ม.รังสิต ยกระดับสู่ Smart & Low-Carbon Campus ใช้ AI–IoT ลดพลังงานและคาร์บอน
- Solar 4.1 MW ผลิตไฟฟ้า 5.6 ล้านหน่วย/ปี ลดค่าไฟสะสมกว่า 24 ล้านบาท
- AI คุมแอร์อาคารนำร่อง ลดใช้ไฟ 45–49% เชื่อมเป้าหมาย 3 SDGs
- กางโรดแมปสู่ Net Zero Campus พร้อมพัฒนาแคมปัสเป็น Living Laboratory
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เป็นโจทย์เฉพาะภาคธุรกิจหรือภาครัฐอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาอยู่ในภาคการศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยเป็นทั้งผู้ใช้พลังงานรายใหญ่และพื้นที่ที่สามารถทดลองแนวทางจัดการพลังงานและคาร์บอนได้จริง
“มหาวิทยาลัยรังสิต” หรือ RSU จึงเริ่มเปลี่ยนมุมมองเรื่องพลังงาน และนำระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอินเทอร์เน็ตสรรพสิ่ง (IoT) มาปรับใช้เพื่อยกระดับองค์กรสู่ "Smart & Low Carbon Campus" ลดค่าใช้จ่ายด้านกระแสไฟฟ้าสะสมได้แล้วกว่า 24 ล้านบาท พร้อมกางโรดแมปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
"รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ รุจิระยรรยง" ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายอาคารและสิ่งแวดล้อม และคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ 'กรุงเทพธุรกิจ' ว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้ ม.รังสิต ตัดสินใจลงทุนเรื่องพลังงานและคาร์บอนอย่างจริงจัง และจัดเรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัย คือ เริ่มมองเรื่องพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของค่าไฟ แต่เป็นเรื่องของต้นทุนในการดำเนินงาน ความมั่นคงทางพลังงาน และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
"มหาวิทยาลัยรังสิตมีอาคารจำนวนมาก จึงมีการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงตามไปด้วย ดังนั้นค่าไฟฟ้าจึงเป็นต้นทุนสำคัญ เมื่อเห็นว่าการจัดการพลังงานสามารถลดทั้งต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ มหาวิทยาลัยจึงเปลี่ยนแนวคิดจากการประหยัดพลังงานเป็นโครงการ ๆ มาเป็นการบริหารจัดการพลังงานในระดับมหาวิทยาลัย"
Smart & Low-Carbon Campus เชื่อมเป้าหมาย SDGs
จากจุดเปลี่ยนนี้ จึงยกระดับไปสู่แนวคิดการพัฒนา "Smart & Low-Carbon Campus" ซึ่งครอบคลุมทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารอาคารอัจฉริยะ ระบบปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตสรรพสิ่ง (AI/IoT) ระบบบริหารจัดการพลังงาน ระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนการบริหารรวบรวมข้อมูลพลังงานเข้าด้วยกันบนฐานข้อมูลเดียวกัน
"รศ.ดร.ธรรมศักดิ์" ชี้แจงว่า โครงการนี้เป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด (SDG 7) เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (SDG 11) และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) ในขณะเดียวกัน แผนงานดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกจากการประชุม COP26 ที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2065
ยุทธศาสตร์ DIOC และระบบ 3 ระดับ
เพื่อให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนบรรลุผลจริง มหาวิทยาลัยรังสิตได้พัฒนาโมเดลการบริหารจัดการภายใต้ยุทธศาสตร์ DIOC ซึ่งครอบคลุม 6 มิติสำคัญ ได้แก่ การจัดการอาคารสีเขียว ระบบขนส่งพลังงานไฟฟ้า เศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด อาคารอัจฉริยะ การบริหารจัดการคาร์บอน
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เหล่านี้ดำเนินงานผ่านระบบปฏิบัติการ 3 ระดับ ประกอบด้วย
- Physical Layer ซึ่งเป็นขั้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจริง เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า และระบบพลังงานต่าง ๆ
- Digital Layer ซึ่งเป็นระบบการเชื่อมโยงระบบควบคุมและข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อประมวลผลในรูปแบบเรียลไทม์
- Management Layer ซึ่งเป็นการนำข้อมูลในระบบดิจิทัลมาวิเคราะห์ผ่านระบบควบคุมกลาง เพื่อบริหารพลังงานและติดตามการตรวจวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนอย่างละเอียดแม่นยำ
ระบบโซลาร์เซลล์ 4.1 เมกะวัตต์
โครงการที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดคือการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารเรียน ในปัจจุบันการติดตั้งในระยะแรกและระยะที่สองมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 4.1 เมกะวัตต์ (MW)
โครงการนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้งานได้จริงประมาณ 5.6 ล้านหน่วยต่อปี และกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดถูกนำมาหมุนเวียนใช้งานภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยรังสิตทั้งหมด โดยคิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของมหาวิทยาลัย
ผลลัพธ์ด้านเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมจากการติดตั้งระบบพลังงานสะอาด มีดังนี้
- สามารถสร้างผลประหยัดค่าใช้จ่ายสะสมแล้วกว่า 24 ล้านบาท
- ช่วยประหยัดงบประมาณค่าไฟฟ้าขององค์กรได้เฉลี่ยปีละ 8 ล้านบาท
- ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสม เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ทดแทนมากกว่า 290,000 ต้น
"รศ.ดร.ธรรมศักดิ์" กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของมหาวิทยาลัยไม่ได้กำหนดจากคำถามว่า จะติด Solar เพิ่มอีกกี่ MW เพียงอย่างเดียว แต่จะดูศักยภาพของพื้นที่หลังคา ปริมาณการใช้ไฟฟ้า Load Profile และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ประกอบกัน ๆ
โดยแผนงานในอนาคตจะเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในช่วงเวลากลางวันซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงเพื่อนำไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง และจะพิจารณาการปรับปรุงร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อเพิ่มความเสถียรในการใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีแผนขยายโครงการไปสู่การทำโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ และสร้างอาคารต้นแบบประหยัดพลังงานที่ใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์
AI ควบคุมอาคารเรียนนำร่อง
ในมิติของการควบคุมการใช้อาคาร มหาวิทยาลัยรังสิตได้นำเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาพัฒนาอาคารเรียนที่ 11 และอาคารเรียนที่ 12 ให้เป็นอาคารอัจฉริยะนำร่อง โดยมีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสถิติจำนวนผู้ใช้อาคารแบบเรียลไทม์ จากนั้นระบบ AI จะนำข้อมูลไปประมวลผลเพื่อปรับการทำงานของระบบปรับอากาศในห้องเรียนโดยอัตโนมัติตามสภาพการใช้งานจริง แทนการเปิด-ปิดเครื่องตามเวลาที่กำหนดแบบเดิม
ผลจากการทดสอบพบว่า ระบบ AI สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของระบบปรับอากาศในอาคารนำร่องลงได้ร้อยละ 45–49 และสามารถเพิ่มระดับความสบายทางสภาพแวดล้อม ของผู้ใช้อาคารได้ร้อยละ 37 อย่างไรก็ตาม การขยายผลระบบ AI ไปยังอาคารเรียนอื่น ๆ ทั่ววิทยาเขตยังคงประสบความท้าทายทางเทคนิค
"รศ.ดร.ธรรมศักดิ์" ชี้แจงว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดคือ ข้อมูลและระบบเดิมของตึกเก่า เนื่องจากอาคารแต่ละหลังสร้างขึ้นต่างยุคสมัย จึงมีอายุการใช้งาน ระบบปรับอากาศ ระบบควบคุม และอุปกรณ์ที่แตกต่างกันมาก โดยบางอาคารมีระบบอัตโนมัติอยู่แล้ว ขณะที่บางอาคารยังคงเป็นระบบกลไกดั้งเดิม
"ความท้าทายที่สุดไม่ใช่แค่เรื่อง AI แต่คือการทำให้ข้อมูลจากอาคารต่าง ๆ สามารถคุยกันได้ ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยจึงจำเป็นต้องวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลให้พร้อมก่อน โดยครอบคลุมการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ เซนเซอร์ ระบบบริหารจัดการอาคารอัตโนมัติ ฐานข้อมูลระบบปรับอากาศ และระบบสื่อสาร เพื่อรวบรวมข้อมูลให้อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกันก่อนให้ AI ประมวลผล
คอขวดของบัญชีคาร์บอนฟุตพริ้นท์
ในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero Campus มหาวิทยาลัยรังสิตอยู่ระหว่างการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ จากการประเมินเบื้องต้น แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักมาจากการใช้พลังงานไฟฟ้าภายนอกสำหรับระบบปรับอากาศ หรือ Scope 2 อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยมีแผนที่จะประเมินสถิติให้ครอบคลุมทั้งการปล่อยทางตรง (Scope 1) และการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3)
ประเด็นที่มีความซับซ้อนและเป็นคอขวดสำคัญคือการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในกลุ่ม Scope 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น การเดินทางของนักศึกษาและบุคลากร การจัดซื้อสินค้า อาหาร และขยะ มหาวิทยาลัยจึงต้องพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลให้มีความถูกต้องแม่นยำ แทนการประมาณการกว้าง ๆ เพื่อนำตัวเลขไปกำหนดมาตรการลดคาร์บอนที่ทำได้จริง
สำหรับแนวทางการชดเชยคาร์บอน มหาวิทยาลัยรังสิตยึดหลักการ "Reduce First, Offset Later" โดย "รศ.ดร.ธรรมศักดิ์" ระบุว่า ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพอาคาร ใช้พลังงานหมุนเวียน และบริหารจัดการทรัพยากร Carbon Credit หรือ Carbon Offset สามารถเป็นเครื่องมือในขั้นสุดท้ายสำหรับ Emission ที่ยังหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เราไม่ต้องการใช้ Carbon Credit เป็นวิธีหลักในการทดแทนการลดการปล่อยภายในองค์กร





