วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

'กรุงเทพฯ จ่อร้อนขึ้น 5 องศาฯ' - ไทยดัน AI รับมือวิกฤติโลกเดือด

คาดการณ์ว่าอุณหภูมิกรุงเทพฯ อาจเพิ่มสูงขึ้น 3-5 องศาเซลเซียสภายในปี ค.ศ. 2100 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคลมแดด โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง

KEY POINTS

  • คาดการณ์ว่าอุณหภูมิกรุงเทพฯ อาจเพิ่มสูงขึ้น 3-5 องศาภายในปี พ.ศ. 2643  ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคลมแดด โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง
  • มีการนำเสนอแนวคิดใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อประเมินความตื่นตระหนกและการเคลื่อนที่ของประชาชนขณะเกิดภัยพิบัติ
  • เกิดโครงการนำร่อง "สู้ร้อนประเทศไทย" ใน

เข้าสู่ยุค "โลกเดือด" (Global Boiling) อย่างเป็นทางการแล้ว ความน่ากลัวของภัยพิบัติยุคใหม่นี้ไม่ได้มาในรูปแบบของการทำลายล้างเฉียบพลันเพียงอย่างเดียว แต่กำลังแฝงตัวมากับ "คลื่นความร้อนรุนแรง" และ "อุทกภัย" ที่ทวีความสลับซับซ้อนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และกลุ่มประชากรเปราะบาง

AI ถอดรหัส "ความตื่นตระหนก" และดาวเทียมกู้ภัยทะลุฝน

รศ.ดร.ธีรยุทธ โหรานนท์ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) ชี้ชัดในงาน เสวนาวิชาการเทคโนโลยีเพื่อรับมือ ภัยพิบัติในยุควิกฤติสภาพภูมิอากาศ ว่า หัวใจของการลดความสูญเสียในยามเกิดภัยพิบัติคือการทำให้ประชาชน "รู้ล่วงหน้า" และการมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการตัดสินใจ ทว่าความท้าทายของระบบเตือนภัยในอดีตคือ ข้อจำกัดด้านกายภาพและการเข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์แบบเรียลไทม์

ในมิติด้านกายภาพ รศ.ดร.ธีรยุทธ ได้นำนวัตกรรมข้อมูลจาก ดาวเทียมเรดาร์ Sentinel-1A เข้ามาแก้ปัญหาระบบเตือนภัยน้ำท่วม ข้อดีคือดาวเทียมดวงนี้สามารถยิงสัญญาณเรดาร์ทะลุกลุ่มเมฆฝนหนาทึบได้ ซึ่งดาวเทียมถ่ายภาพทั่วไปในอดีตมักจะถูกเมฆบดบังจนมองไม่เห็นพื้นที่ในฤดูมรสุม ข้อมูลเรดาร์เหล่านี้จะถูกนำมาซ้อนทับเป็นชั้นข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) เพื่อวิเคราะห์มวลน้ำ ขอบเขตความเสียหายของพื้นที่เกษตรกรรม จำนวนหลังคาเรือน และเส้นทางอพยพที่ยังใช้งานได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถกระจายถุงยังชีพและเตรียมสถานพิงรับมือได้อย่างเป็นระบบ

แต่สิ่งที่ล้ำสมัยไปกว่านั้นคือ การนำเทคโนโลยี AI เข้าประมวลผลข้อมูลที่ “ไม่ใช่กายภาพ” นั่นคือพฤติกรรมของมนุษย์ รศ.ดร.ธีรยุทธ อธิบายว่า ในช่วงเวลาเกิดภัยพิบัติ ผู้คนจะสับสน อลหม่าน และตื่นตระหนก ทีมวิจัยจึงได้ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์พิกัดความเคลื่อนไหว และดัชนีความตื่นตระหนก ของประชาชน ผ่านสัญญาณโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่

 

"ในอดีตเมื่อเกิดภัยพิบัติ เราจะไม่เห็นภาพรวมเลยว่าผู้คนในเมืองกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด แต่จากการศึกษาข้อมูลอย่างในประเทศญี่ปุ่นช่วงแผ่นดินไหวใหญ่ที่โตเกียว เราจะมองเห็นเส้นสัญญาณโทรศัพท์ของประชากรหยุดชะงักพร้อมกันทั้งเมือง ก่อนจะค่อย ๆ เคลื่อนย้ายออกจากศูนย์กลางเมืองเพื่อเดินกลับบ้านอย่างเป็นระบบ 

ขณะที่เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย เราสามารถใช้ AI จับสัญญาณการโทรติดต่อสื่อสารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อวัด 'ความตื่นตระหนก' ของประชาชนได้ ซึ่งค่านี้จะกระตุ้นตัวเลขสถิติอย่างรุนแรงทุกครั้งที่มี Aftershock เกิดขึ้น

นอกจากนี้ รศ.ดร.ธีรยุทธ ยังตั้งข้อสังเกตถึงข้อจำกัดในประเทศไทยว่า แม้เทคโนโลยีนี้จะมีประโยชน์มหาศาลในการป้องกันและป้องปรามภัยต่าง ๆ แต่ปัจจุบันไทยยังมีข้อจำกัดอย่างมากในการเข้าถึงข้อมูลประเภทนี้เนื่องจากข้อกฎหมายความเป็นส่วนตัว แตกต่างจากสหรัฐอเมริกาที่ยอมผ่านกฎหมายโอเวอร์รูลเรื่องส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยสาธารณะหลังเหตุการณ์ 9/11 ตนหวังว่าในอนาคต ประเทศไทยจะมีการปรับปรุงนโยบาย เพื่อดึงข้อมูลเหล่านี้มาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และสร้างแรงจูงใจ  ให้เกิดการบูรณาการข้ามศาสตร์อย่างแท้จริง

สถาปัตยกรรมกู้ชีพกลุ่มเปราะบาง และความจริงที่ว่า "ความร้อนไม่เท่ากัน"

หากภัยน้ำท่วมเป็นภัยที่มีหน่วยงานเจ้าภาพชัดเจนอย่าง สนทช. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) ภัยจาก "ความร้อนสุดขั้ว" หรือ "ภัยแล้ง" กลับเป็นภัยพิบัติเงียบที่ยังไม่มีใครมารับเป็นแม่งานหลัก ทั้งที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและสร้างความสูญเสียในไทยสูงมาก รศ.ดร.มานัส ศรีวณิช จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมทางโครงสร้างสังคมผ่านวิกฤตความร้อน

"ภายใต้อุณหภูมิอากาศที่เท่ากัน แต่ละคนกลับได้รับผลกระทบทางสุขภาพไม่เท่ากันเลย คนที่มีฐานะหน่อยก็สามารถจ่ายค่าไฟเพื่อเปิดแอร์ในบ้าน หรือขับรถไปตากแอร์เย็น ๆ ตามห้างสรรพสินค้าได้ แต่สำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วย และผู้มีรายได้น้อยในชุมชนแออัด พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทนอยู่ในบ้านเรือนที่เป็นสังกะสี ซึ่งสะสมความร้อนไม่ต่างจากเตาอบขนาดใหญ่ ทำให้กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเจ็บป่วยด้วยโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heatstroke) จนถึงแก่ชีวิต" รศ.ดร.มนัส ชี้ให้เห็นถึงความจริงอันโหดร้าย

จากแผนที่พยากรณ์อากาศของกรุงเทพมหานครภายใต้เป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) ไปจนถึงปี พ.ศ. 2643 พบว่าในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด หากเราไม่สามารถควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ อุณหภูมิของกรุงเทพฯ จะพุ่งสูงขึ้นอีก 3-5 องศา ซึ่งจะนำไปสู่อัตราการเสียชีวิตจากโรคลมแดดที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เป็นเพียงสถิติรอวันวิบัติ รศ.ดร.มนัส และคณะทำงานจึงได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมัน ดำเนินโครงการ "สู้ร้อนประเทศไทย" (Heat Resilience) โดยเจาะจงเลือกพื้นที่เปราะบางสูงทางฝั่งธนบุรีอย่าง "เขตภาษีเจริญ" นำร่อง 1 โรงเรียน และ 1 ชุมชนแออัด เพื่อสร้างโมเดล "เปลี่ยนเมืองร้อนให้เป็นเมืองรอด"

ทีมวิจัยได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการยุคใหม่ให้กับเด็กและเยาวชน ผ่านเครื่องจำลองภูมิอากาศจำลอง "Hot House" (Primat Simulator) ซึ่งพัฒนาแนวคิดมาจากประเทศสิงคโปร์ โดยจำลองให้ภายในเต็นท์มีอุณหภูมิร้อนจัดสูงขึ้นกว่าปกติ 3-5 องศา (เทียบเท่าอุณหภูมิปี พ.ศ. 2643 )

เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าไปสัมผัสความรู้สึกและตระหนักถึงภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมกันนั้นยังสอนให้เด็กสวมบทบาทเป็น "นักสืบความร้อน" ถือเครื่องมือวิทยาศาสตร์อย่างกล้องถ่ายภาพความร้อนอินฟราเรด (Thermal Camera) ลงพื้นที่ไปสแกนวิเคราะห์อุณหภูมิพื้นผิวรอบตัว เพื่อให้เห็นความแตกต่างเชิงประจักษ์ว่าวัสดุดาดแข็ง คอนกรีต และยางมะตอยมีการสะสมความร้อนสูงมากเพียงใดเมื่อเทียบกับพื้นที่สีเขียวอย่างผืนหญ้าและร่มเงาไม้

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกคำนวณ ค่าดัชนีความตื่นตัวต่อความร้อน (Wet Bulb Globe Temperature - WBGT) เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถจัดสรรเวลาการเล่นกลางแจ้งและวางแผนการดื่มน้ำดื่มทดแทนเพื่อความปลอดภัยของตนเอง

ในมิติการมีส่วนร่วมระดับชุมชน รศ.ดร.มนัส ได้ประสานพลังร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขและผู้นำชุมชน เพื่อคัดกรองและจัดทำฐานข้อมูลครัวเรือนเปราะบางลงบนแผนที่ GIS เชิงลึก แผนที่นี้ช่วยให้เห็นทันทีว่าบ้านหลังใดที่มีผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุอาศัยอยู่ และควรได้รับการช่วยเหลือเป็นอันดับแรก ๆ จากนั้นได้ร่วมมือกับบริษัทภาคเอกชนผู้ผลิตสีชั้นนำ นำร่อง ทา "สีสะท้อนความร้อน" (Cool Roof / Reflective Paint) บนหลังคาบ้านของกลุ่มเปราะบางเพื่อลดอุณหภูมิในห้องอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจัดตั้ง "ศูนย์หลบภัยร้อน" (Heat Shelter) ระดับชุมชนที่มีจุดบริการน้ำดื่มฟรี มีอุปกรณ์วัดค่าดัชนีความร้อน และมีอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรมคอยเฝ้าระวังส่งสัญญาณเตือนภัยระดับไมโครคลีเมต

การสู้กับภัยร้อนด้วยการปรับปรุงบ้านทีละหลังไม่มีวันเพียงพอ สถาปนิกและนักผังเมืองต้องทำงานร่วมกันในการออกแบบตั้งแต่ระดับบล็อกอาคาร ย่านชุมชน ไปจนถึงระดับเมืองใหญ่ เพื่อปกป้องแหล่งความเย็นตามธรรมชาติ และจำกัดวงไม่ให้เมืองขยายตัวสะสมความร้อนอย่างไร้ทิศทาง 

โครงการนี้จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือการสอน บอร์ดเกมวางแผนลดร้อน และแผนที่นำร่องสลัมภาษีเจริญ จะถูกผลักดันให้กลายเป็นนโยบายระดับเมือง ของกรุงเทพมหานคร เพื่อการจัดสรรงบประมาณดูแลกลุ่มคนจนเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป