วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

ความพอเพียง เข็มทิศโลก-คู่มือเอาตัวรอด โดยไม่ทิ้งความเปราะบางไว้เบื้องหลัง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือที่ใช้ได้จริงเพื่อลด "ความเปราะบาง" โดยถอดบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 มาใช้สร้างภูมิคุ้มกันในการตัดสินใจทางธุรกิจ

KEY POINTS

  • ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือที่ใช้ได้จริงเพื่อลด "ความเปราะบาง" โดยถอดบทเรียนจากวิกฤติ
  • ต้มยำกุ้งปี 2540 มาใช้สร้างภูมิคุ้มกันในการตัดสินใจทางธุรกิจ
  • SEP ทำหน้าที่เป็น 'แผนที่นำทาง' ที่ส่งเสริมและช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) โดยมีโมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นตัวอย่างการนำไปปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
  • ในโลกยุคใหม่ที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" (Resilience) ควบคู่กันไปเพื่อรับมือความท้าทายใหม่ๆ เช่น AI และภาวะโลกร้อน

บทเรียนในห้องประชุมบอร์ดบริหารยุควิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 สู่เข็มทิศนำทางอาเซียนในยุคโลกเดือดและ AI ครองเมือง ‘รศ.ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา’ ชี้ ‘ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง’ ในงาน Bangkok Business Summit 2026 ช่วง DIALOGUE 2: Sufficiency for Sustainability: From Philosophy to Actions ว่าไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยหรูในตำรา แต่คือ ‘คู่มือเอาตัวรอด’ ที่ใช้งานได้จริง และเป็นแผนที่นำทางสู่เป้าหมายความยั่งยืนระดับโลก (SDGs)

บทเรียนจาก ‘ต้มยำกุ้ง 2540’ สู่หลักคิดในบอร์ดบริหาร

ดร.จิรายุ ย้อนภาพกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งเป็นบทเรียนอันเจ็บปวดที่ทำให้ภาคธุรกิจไทยตระหนักถึงความเปราะบางของตัวเองอย่างลึกซึ้ง ในฐานะที่เขาเคยนั่งเป็นกรรมการในบอร์ดบริหารของบริษัทจดทะเบียนในเวลานั้น ดร.จิรายุ เล่าว่า วิกฤติครั้งนั้นบีบให้ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และในห้วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” (SEP) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ก็ได้กลายมาเป็นแนวทางที่มีความหมายและใช้งานได้จริง

“หลักการ 3 ข้ออย่าง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม อาจฟังดูเหมือนเป็นเพียงหลักปรัชญาในตำรา” ดร.จิรายุ กล่าว 

“แต่เมื่อคุณต้องนั่งประชุมบอร์ดบริหารท่ามกลางวิกฤติใหญ่ สิ่งเหล่านี้คือแนวปฏิบัติที่จับต้องได้จริง มันช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่า งานไหนจำเป็นต้องทำ ความเสี่ยงไหนควรรับ และความเสี่ยงไหนที่เราไม่ควรเอาตัวเข้าไปแลก”

ปรัชญาพอเพียงจึงไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นระบบคิดที่ช่วย “ลดความเปราะบางที่ไม่จำเป็น” แม้ว่าเราจะไม่มีวันขจัดความไม่แน่นอนในโลกใบนี้ให้หมดไปได้ก็ตาม

 

ความท้าทายยุคใหม่ ‘ธุรกิจ’ กับ ‘สังคม’ ต้องรอดด้วยกัน

เมื่อมองมายังโลกปัจจุบัน ดร.จิรายุ ชี้ว่าความท้าทายในวันนี้ซับซ้อนกว่าปี 2540 หลายเท่าตัว ทั้งการปฏิวัติของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีใหม่ๆ ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับผู้นำธุรกิจ สิ่งเหล่านี้กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและผลกำไรโดยตรง แต่สำหรับคนในชุมชน มันคือเรื่องปากท้อง แหล่งน้ำ อาหาร และความมั่นคงในชีวิต

ด้วยเหตุนี้ ดร.จิรายุ จึงเสนอว่า ความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจและความแข็งแกร่งของสังคมเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ และหัวใจของการพัฒนาที่แท้จริงคือการสร้าง “ศักยภาพของคน” ในระดับฐานราก ให้พวกเขาสามารถคิด ตัดสินใจ จัดการทรัพยากร และฟื้นตัวจากแรงกระแทกทางเศรษฐกิจหรือภัยธรรมชาติได้ด้วยตัวเอง เพราะความแข็งแกร่งของประเทศ ต้องเริ่มจากความแข็งแกร่งของคนและชุมชนก่อน

SDGs ‘เป้าหมายปลายทาง’ ส่วนความพอเพียง คือ ‘แผนที่นำทาง’

นอกจากนี้ ดร.จิรายุ ยังได้เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ไว้อย่างเห็นภาพว่า ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างลงตัว

โดย SDGs คือ ‘ภาพอนาคต’ ที่พวกเราทุกคนอยากไปให้ถึงร่วมกัน เช่น การลดความยากจน การรับมือกับโลกร้อน และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ขณะที่ SEP คือ ‘หลักการนำทาง’ ที่ช่วยให้เราเลือกเส้นทางและบริหารจัดการสิ่งทดแทนกัน (Trade-offs) ระหว่างทางได้อย่างมีเหตุผล พอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดของประเทศไทยคือ โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่ง ดร.จิรายุ ระบุว่านี่คือตัวอย่างของการแปลงปรัชญาพอเพียงมาสู่ภาคปฏิบัติ โดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพโดยไม่ทำลายธรรมชาติ (Bio) การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดขยะ (Circular) และการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) ภายใต้คำถามสำคัญว่า “เราจะสร้างมูลค่าในวันนี้อย่างไร โดยไม่ทำลายขีดความสามารถในการสร้างมูลค่าในวันพรุ่งนี้?”

อนาคตอาเซียน เติบโตอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีภูมิคุ้มกัน

ในช่วงท้าย ดร.จิรายุ เน้นย้ำว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่สูตรสำเร็จสำเร็จรูปที่ประเทศอื่นต้องลอกเลียนแบบ เพราะแต่ละสังคมในอาเซียนต่างมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและโครงสร้างเศรษฐกิจที่ต่างกัน แต่สิ่งสำคัญคือการตั้ง “คำถามร่วมกัน” ว่าเราจะเติบโตอย่างไรให้มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมท่ามกลางโลกที่คาดเดาไม่ได้

ภูมิภาคอาเซียนของเรามีศักยภาพสูงมาก ทั้งเศรษฐกิจที่คล่องตัว ตลาดที่เติบโต และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมโยงที่มากขึ้นก็มาพร้อมความเปราะบางที่สูงขึ้นด้วย เช่น ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่ไม่เคยแบ่งแยกพรมแดน หรือวิกฤติห่วงโซ่อุปทานที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว อนาคตของอาเซียนจึงไม่อาจขับเคลื่อนด้วย “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” (Growth) เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” (Resilience) ไปพร้อมๆ กัน