วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

โปรเจกต์รักษ์โลกไปไม่ถึงฝัน เผยสูตรลับ 'ทุนใจถึง' กู้สิ่งแวดล้อม

โครงการด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากมีความเสี่ยงและต้นทุนสูงในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเงินทุนแบบดั้งเดิมไม่สามารถรองรับได้

KEY POINTS

  • โครงการด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากมีความเสี่ยงและต้นทุนสูงในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเงินทุนแบบดั้งเดิมไม่สามารถรองรับได้
  • เสนอแนวคิด "ทุนใจถึง" หรือทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Catalytic Capital) เพื่อเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงในระยะแรกเริ่ม และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนให้มากขึ้น
  • ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการใช้ทุนลักษณะนี้ผสมผสานกับการเงินเชิงพาณิชย์ (Blended Finance) เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

ท่ามกลางความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน การระดมทุนจากภาครัฐและเอกชนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ มูลนิธิระดับโลกอย่าง Gordon and Betty Moore Foundation จึงชูแนวคิดการใช้ “ทุนใจบุญแบบยืดหยุ่นและกล้าเสี่ยง” เข้ามาปลดล็อกคอขวดทางการเงิน เพื่อขับเคลื่อนทางออกด้านธรรมชาติและภูมิอากาศให้เกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติการ

ความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นและต้นทุน

จากรายงานและแนวทางการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า โครงการด้านสิ่งแวดล้อมหลายโครงการมักสะดุดลงเนื่องจากความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นและต้นทุนที่ผู้บุกเบิกต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง ประกอบกับแรงหนุนจากเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลและเกษตรกรรมแบบเดิมทั่วโลกที่มีมูลค่าสูงถึงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ การใช้เงินทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Catalytic Capital) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยง (De-risking) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนในระดับสากล ได้แก่

  • การรับมือวิกฤติไฟป่า: การสนับสนุนเครือข่าย Global Wildfire Leadership Network (GWLN) และโครงการ FireSat ซึ่งเป็นดาวเทียมตรวจจับไฟป่าล่วงหน้า ร่วมกับ Google.org เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับมาเป็นการป้องกันเชิงรุก
  • การเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรในบราซิล: ผ่านกองทุน CCAT ที่ตั้งเป้าหมายระดมทุน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขยายพื้นที่เกษตรบนดินเสื่อมโทรมกว่า 100 ล้านเฮกตาร์ โดยไม่บุกรุกป่าเพิ่ม พร้อมดึงดูดเม็ดเงินจากเอกชนเพิ่มอีก 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • การบริหารความเสี่ยงทางทะเลอาร์กติก: การผลักดันพันธสัญญา #BackBlue ร่วมกับ ORRAA เพื่อให้สถาบันการเงินและบริษัทประกันภัยนำความเสี่ยงด้านมหาสมุทรมาพิจารณาในการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน

บริบทประเทศไทย ทางออกและความท้าทายที่คล้ายคลึงกัน

หากมองกลับมาที่ประเทศไทย สถานการณ์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการมุ่งสู่ความยั่งยืนก็เผชิญโจทย์ท้าทายในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุตรงกันว่า ประเทศไทยมีความเปราะบางสูงต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรายย่อยที่มักประสบปัญหาต้นทุนการปรับเปลี่ยนไปสู่เกษตรยั่งยืน หรือเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) แต่ยังขาดแคลนเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในระยะเริ่มต้น

ทั้งนี้ ภาครัฐและสถาบันการเงินในไทยเริ่มตื่นตัวผ่านการออกตราสารหนี้สีเขียว (Green Bonds) และมาตรการสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการผลักดันระบบการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Taxonomy) ทว่า การนำ “ทุนใจบุญ” หรือทุนไร้ดอกเบี้ยมาผสานกับเงินลงทุนพาณิชย์ (Blended Finance) แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในบราซิลหรือโครงการอาร์กติก ยังคงเป็นพื้นที่ใหม่ที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนา เพื่อช่วยดูดซับความเสี่ยงให้เกษตรกรและผู้ประกอบการกลุ่มแรกๆ ที่กล้าเปลี่ยนผ่าน

ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจากเวทีโลกสะท้อนชัดเจนว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้พึ่งพาแค่เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเท่านั้น หากแต่เป็นการวาง “สถาปัตยกรรมทางการเงิน” ที่ถูกจุด เพื่อให้กลไกตลาดและภาคส่วนต่างๆ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยตัวเองในระยะยาว

ที่มา : Gordon and Betty Moore Foundation