“เปอร์โตริโก” ประกาศภาวะฉุกเฉินและจำกัดการจ่ายน้ำหลังเผชิญภัยแล้งรุนแรง ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานประปาเก่าชำรุดส่งผลให้น้ำสูญหายกว่า 60% ซึ่งเป็นผลจากรัฐขาดการบำรุงรักษาและการวางแผนรับมือภัยพิบัติ
KEY POINTS
- เปอร์โตริโกกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากภัยแล้งครั้งประวัติศาสตร์และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของระบบประปาที่ชำรุดทรุดโทรม
- รัฐบาลต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและจำกัดการจ่ายน้ำแบบสลับวันในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 180,000 ครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
- ปัญหาท่อประปารั่วไหลทำให้สูญเสียน้ำสะอาดที่ผ่านการบำบัดแล้วถึง 60% ประกอบกับท่อส่งน้ำหลักเพียงท่อเดียวของเกาะเกิดการชำรุดบ่อยครั้ง ทำให้ระบบหยุดชะงักเป็นวงกว้าง
สถานการณ์ขาดแคลนน้ำใน “เปอร์โตริโก” กำลังทวีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤติ ประชาชนไม่มีน้ำสะอาfใช้ ซึ่งเป็นผลมาจากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมอย่างหนัก หนำซ้ำยังเจอกับ “ภัยแล้งรุนแรง” ครั้งประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประชากรที่เปราะบางที่สุด เช่น ผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
เจนนิเฟอร์ กอนซาเลซ-โคลอน ผู้ว่าการเปอร์โตริโก ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วทั้งเกาะจากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น กรมประปาและบำบัดน้ำเสียของเปอร์โตริโกจำกัดการจ่ายน้ำอย่างเข้มงวด โดยจะปล่อยน้ำสลับหยุดจ่ายน้ำทุก 48 ชั่วโมง ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงซานฮวน เมืองหลวงของเปอร์โตริโก และชุมชนโดยรอบ ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนเป็นจำนวนมากกว่า 180,000 ครัวเรือน
มาตรการนี้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างมาก อย่างเช่น มิลาโกรส ปิกา กิโญเนส คุณยายวัย 96 ปี ในเมืองชายฝั่งลอยซา ต้องคอยหาภาชนะ เช่น ขวด ถัง และภาชนะพลาสติกทุกขนาดจำนวนหลายสิบใบรองน้ำจากก๊อกที่ไหลออกมาที่ละหยด เพื่อเก็บกักน้ำไว้สำหรับใช้ชำระล้างและใช้งานพื้นฐานในบ้าน
โมเดสตา อิริซาร์รี เหลนสาวของคุณยายปิกา ซึ่งทำหน้าที่ขับรถไปรอบ ๆ เมือง เพื่อคอยช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่เป็นผู้สูงอายุระบุว่า เธอพบผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง ในสภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำกว่ามาตรฐานและไม่มีน้ำสะอาดใช้ ซึ่งไม่ต่างจากสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อตอนที่พายุเฮอร์ริเคนมาเรีย พัดถล่มเกาะแห่งนี้ เมื่อปี 2017
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่อื่นของลอยซา ชาวบ้านต่างพากันไปรอรับน้ำจากรัฐบาล โดยปีเตอร์ ปาบอน พนักงานขับรถบรรทุกน้ำของบริษัทเอกชนที่ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาล เพื่อแจกจ่ายน้ำแก่ผู้ประสบภัย โดยเขาเล่าว่า ในแต่ละวันกว่า 3,785 ลิตร เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงและผู้ยากไร้ ซึ่งทุกคนต่างหอบหิ้วถังและขวดน้ำพลาสติกมาต่อแถวใส่น้ำไว้ใช้
ภัยแล้งและการโครงสร้างพื้นฐานชำรุด
เดือนกรกฎาคม 2026 กรุงซานฮวน เจอกับภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ ขณะเดียวกัน “เอลนีโญ” ยังทำให้พายุหมุนเขตร้อนไม่สามารถก่อตัวขึ้นได้ โดยเอมานูเอล นักอุทกวิทยาจากสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ กล่าวว่า ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ไม่สามารถคาดได้ว่าปีนี้จะมีฝนตกลงมามากพอที่จะเติมน้ำในเขื่อนได้หรือไม่ และคาดว่าระดับปริมาณน้ำฝนอาจต่ำกว่าเกณฑ์ปรกติไปจนถึงช่วงปีหน้า
นอกจากภัยแล้งแล้ว ระบบประปา ท่อส่งน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของเปอร์โตริโกยังชำรุดทรุดโทรมมานานหลายทศวรรษ จากข้อมูลของสมาคมวิศวกรโยธาแห่งอเมริกา พบว่า เปอร์โตริโกสูญเสียน้ำสะอาดที่ผ่านการบำบัดแล้วไปถึง 60% ของระบบทั้งหมด จากการรั่วไหลออกไปตามท่อส่งน้ำและรอยรั่วต่าง ๆ ก่อนที่จะเดินทางไปถึงบ้านของผู้บริโภคด้วยซ้ำ
เฟลิกซ์ อาปอนเต ออร์ติซ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำระบุว่า ปัญหานี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากทิศทางการลงทุนของรัฐบาลที่ไม่เหมาะสม รัฐบาลมุ่งเน้นแต่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่กลับละเลยและไม่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบท่อส่งน้ำขนาดเล็กและท่อประปาที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ
สอดคล้องกับความเห็นของ แฟรงกี้ มิรันดา ประธานและซีอีโอของสมาพันธ์ฮิสแปนิกกล่าวว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกะทันหัน แต่เป็นปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งผู้ว่าการรัฐและคณะผู้บริหารต่างทราบดีอยู่แล้ว รัฐบาลล้มเหลวในการป้องกันสถานการณ์ที่รับไม่ได้นี้ ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญเคยเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับการขาดการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน
ชาร์ลอตต์ กอสเซตต์ นาวาร์โร ผู้อำนวยการใหญ่ประจำเปอร์โตริโกของสมาพันธ์ฮิสแปนิก เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ชุมชนต่าง ๆ แจ้งให้รัฐบาลทราบมาตั้งแต่เดือนมกราคมแล้วว่าปริมาณน้ำอาจไม่เพียงพอ แต่รัฐบาลของเปอร์โตริโกและรัฐบาลท้องถิ่นกลับไม่อนุมัติและจัดสรรงบประมาณเหล่านี้ เพื่อไปแก้ไขปัญหาระบบประปาอย่างจริงจัง ทั้งที่เปอร์โตริโกมีเงินทุนช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางสหรัฐ มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
คาร์ลอส เปสเกรา วิศวกรโยธาและอดีตเลขาธิการฝ่ายขนส่งและโยธาธิการกล่าวว่า เปอร์โตริโกพึ่งพา “ซูเปอร์อควอดักต์” ท่อส่งน้ำหลักขนาด 72 นิ้ว ความยาว 80 กิโลเมตร เป็นระบบส่งน้ำหลักเพียงท่อเดียวสำหรับจ่ายน้ำเข้าสู่เขตเมืองหลวง แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำหลักนี้เกิดการชำรุดและแตกหักต่อเนื่องหลายครั้ง จึงส่งผลให้ระบบประปาทั้งหมดหยุดชะงักและสร้างผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำจำนวนหลายแสนคนในทันที เนื่องจากไม่มีท่อส่งน้ำสำรองมาช่วยรองรับ
นอกจากนี้ รัฐยังมีการบริหารจัดการและการลงทุนที่ผิดพลาด เพราะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มกำลังผลิตน้ำ รวมถึงการสร้างและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่กลับละเลยการซ่อมแซมและเปลี่ยนท่อส่งน้ำขนาดเล็กตามชุมชนต่าง ๆ อีกทั้งรัฐบาลยังเพิกเฉยต่อคำแนะนำจากคณะผู้เชี่ยวชาญในการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้อาคารราชการติดตั้งระบบกักเก็บน้ำฝนอย่างจริงจัง
ทางออกที่หาไม่เจอ
เมื่อบริการภาครัฐล้มเหลว ทำให้ประชาชนต้องมองหานวัตกรรมอื่น ๆ มาใช้ หนึ่งในนั้นคือ “การติดตั้งระบบเก็บกักน้ำฝนบนหลังคา” เฟอร์นานโด อับรูญา สถาปนิกท้องถิ่น ประเมินว่า หากบ้านเรือนจำนวน 1 ล้านครัวเรือนบนเกาะหันมาใช้เทคโนโลยีการกักเก็บน้ำฝนจากหลังคา เปอร์โตริโกจะสามารถกักเก็บน้ำฝนได้มากถึง 113,562 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 40% ของปริมาณการใช้น้ำภาคครัวเรือนทั้งหมดของเกาะ
อย่างไรก็ตาม การติดตั้งระบบกักเก็บน้ำฝนมีค่าติดตั้งสูงถึง 500-2,000 ดอลลาร์ และอาจสูงถึง 5,000 ดอลลาร์ สำหรับระบบกักเก็บขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงและต้องใช้ปั๊มน้ำไฟฟ้า ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขนาดนี้ ทำให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้
ทั้งนี้ ระบบกักเก็บน้ำฝนพื้นฐานที่ติดตั้งตามบ้านเรือนทั่วไปไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกรองน้ำให้สะอาดเพียงพอสำหรับเป็นน้ำดื่ม สามารถใช้ตอบสนองความต้องการอุปโภคพื้นฐานในครัวเรือนเท่านั้น เช่น การใช้กดชักโครก หรือใช้เติมชามน้ำให้สัตว์เลี้ยง ทำให้ประชาชนยังคงต้องดิ้นรนหาแหล่งน้ำสะอาดอื่นเพื่อใช้ในการบริโภคและปรุงอาหารในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ระบบนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน ยิ่งไปกว่านั้น เปอร์โตริโกเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับพายุและเฮอร์ริเคนรุนแรงเป็นประจำ ซึ่งภัยธรรมชาติเหล่านี้สามารถพัดทำลายระบบเก็บกักน้ำฝนให้ได้รับความเสียหาย ทำให้ผู้ใช้งานต้องแบกรับภาระค่าซ่อมแซมอุปกรณ์เพิ่มเติมในระยะยาว
โอเวน อิงลีย์ ผู้อำนวยการร่วมของ Plenitud Puerto Rico องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ช่วยบริจาคติดตั้งระบบนี้ให้กับผู้สูงอายุระบุว่า รัฐบาลควรต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการเงินที่หนักเกินไปต่อครัวเรือน แม้ว่าเกาะเพื่อนบ้านอย่างบาร์เบโดส และหมู่เกาะเวอร์จิน ซึ่งเป็นดินแดนของสหรัฐเช่นกัน จะมีข้อบังคับการก่อสร้างอาคารที่กำหนดให้มีการติดตั้งระบบเก็บกักน้ำฝน ส่วนรัฐฮาวายมีการแจกถังเก็บน้ำฟรีแก่ประชาชนก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การนำระบบกักเก็บน้ำฝนมาใช้งานจริงยังมีข้อจำกัดอย่างมากในเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่เป็นอพาร์ตเมนต์ขนาดใหญ่หรืออาคารชุดที่มีการใช้พื้นที่หลังคาร่วมกัน ทำให้ยากต่อการออกแบบและติดตั้งระบบท่อส่งน้ำฝนลงสู่ห้องพักของแต่ละครัวเรือนได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
ระบบกักเก็บน้ำฝน เหมือนจะเป็นทางออกของชาวเปอร์โตริโก แต่ระบบนี้จะไม่สามารถทำงานได้เลยหากฤดูฝนมีปริมาณฝนตกไม่มากพอ ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ฤดูแล้งในเปอร์โตริโกยาวนานขึ้นทุกปี ซึ่งหมายความว่าในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำอย่างหนักและต้องการน้ำมากที่สุด ระบบกักเก็บน้ำฝนนี้ก็อาจไม่มีน้ำให้เก็บกักเช่นกัน
ที่มา: CNN, Los Angeles Times, The New York Times, Wired



