เมตา (Meta) บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ตกลงจ่ายเงินสูงสุดประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 6.3 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปี เพื่อยุติคดีที่ 29 รัฐในสหรัฐกล่าวว่า บริษัทออกแบบแพลตฟอร์มให้เด็กและวัยรุ่นใช้งานต่อเนื่องจนเกิดการเสพติด และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต
นอกจากการจ่ายเงินแล้ว ข้อตกลงยังทำให้เมตาต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานของ Facebook และ Instagram สำหรับผู้ใช้อายุ 13-17 ปีในสหรัฐ โดยกำหนดเวลาใช้งานรวมไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งค่าไม่ให้ใช้งานในช่วงกลางคืน ลดการแจ้งเตือนในเวลาเรียน ซ่อนจำนวนไลก์และปฏิกิริยาบนโพสต์ รวมถึงเพิ่มมาตรการตรวจสอบอายุของผู้ใช้
ข้อตกลงดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 หลังคดีเข้าสู่การพิจารณาในศาลรัฐบาลกลางที่เมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เพียงไม่กี่วัน เดิมคดีนี้คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาหลายสัปดาห์ และมีมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตาอยู่ในรายชื่อพยาน แต่การพิจารณาคดียุติลงก่อนที่เขาจะขึ้นให้การ
ประเด็นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศกำลังทบทวนกติกาสำหรับเด็กและวัยรุ่นบนโลกออนไลน์ รวมถึงประเทศไทยที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก
โดยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของมาตรการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็กและเยาวชน โดยแนวคิดเรื่องการกำหนดอายุขั้นต่ำที่ 16 ปีเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำลังพิจารณา
จำกัดวัยรุ่นใช้ Facebook และ Instagram วันละ 2 ชั่วโมง
คดีของเมตามี 29 รัฐในสหรัฐเป็นโจทก์ร่วม โดยกล่าวว่า บริษัทจงใจออกแบบ Facebook และ Instagram ให้เด็กและวัยรุ่นใช้งานต่อเนื่อง เช่น ฟีดที่สามารถเลื่อนดูเนื้อหาได้ไม่สิ้นสุด ระบบอัลกอริทึมแนะนำเนื้อหา และการแจ้งเตือนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐต่างๆ ระบุว่าฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น
รัฐต่างๆ ยังกล่าวว่า เมตาเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมาย Children's Online Privacy Protection Act หรือ COPPA ของสหรัฐ ซึ่งเมตาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และการทำข้อตกลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทยอมรับว่าทำผิด
หนึ่งในมาตรการของข้อตกลงคือ เมตาจะกำหนดเวลาใช้งาน Facebook และ Instagram สำหรับผู้ใช้ที่มีอายุ 13-17 ปี รวมกันไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน ข้อจำกัดนี้จะเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับบัญชีวัยรุ่น และผู้ปกครองสามารถเป็นผู้เปลี่ยนแปลงข้อจำกัดได้ เวลาที่ใช้ส่งข้อความโดยตรง หรือ Direct Message จะไม่นับรวมใน 2 ชั่วโมงดังกล่าว
Facebook และ Instagram จะถูกตั้งค่าให้ปิดการใช้งานสำหรับวัยรุ่นตั้งแต่เวลา 00.00-06.00 น. โดยผู้ปกครองสามารถอนุญาตให้ใช้งานในช่วงเวลาดังกล่าวได้
เมตาจะลดการแจ้งเตือนส่วนใหญ่ของวัยรุ่นในช่วงเวลาเรียน ตั้งแต่ 08.00-15.00 น. ในวันเรียน เพื่อไม่ให้การแจ้งเตือนจากโซเชียลมีเดียเข้ามารบกวนช่วงเวลาดังกล่าว ระบบยังจะแจ้งเตือนวัยรุ่นทุกครั้งที่ใช้งาน Facebook หรือ Instagram ต่อเนื่องครบ 15 นาที เพื่อกระตุ้นให้หยุดพักหรือพิจารณาว่าจะใช้งานต่อหรือไม่
นอกจากนี้ เมตาจะซ่อนจำนวนไลก์และปฏิกิริยาที่โพสต์ของวัยรุ่นได้รับเป็นค่าเริ่มต้น และห้ามผู้เยาว์ใช้ฟิลเตอร์แต่งหน้าที่มีลักษณะสุดโต่ง วัยรุ่นจะสามารถปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ หรือ autoplay และสามารถเลือกฟีดที่ไม่ได้เรียงเนื้อหาตามระบบแนะนำของอัลกอริทึมได้
มาตรการส่วนใหญ่จะเริ่มใช้ภายใน 6 เดือน ส่วนระบบตรวจสอบอายุเพื่อค้นหาผู้ใช้ที่แจ้งอายุไม่ตรงกับความเป็นจริงจะใช้เวลาพัฒนาสูงสุดประมาณ 1 ปี เมตายังตกลงให้ผู้ตรวจสอบอิสระเข้ามาตรวจสอบว่าบริษัทดำเนินการตามข้อตกลงหรือไม่
รัฐสหรัฐกล่าวหาอะไรเมตา
ข้อกล่าวหาส่วนหนึ่งในคดีนี้เกี่ยวข้องกับ COPPA ซึ่งเป็นกฎหมายของสหรัฐที่กำหนดให้บริษัทต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี โดย 29 รัฐกล่าวว่า เมตาเก็บข้อมูลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง และกล่าวหาว่าบริษัทนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการฝึกระบบเอไอแบบสร้างเนื้อหา
นอกจากนี้ 4 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนทักกี และนิวเจอร์ซีย์ กล่าวว่าเมตาละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐ จากการออกแบบ Facebook และ Instagram ให้ดึงดูดเด็กและทำให้ใช้งานต่อเนื่อง
รัฐเหล่านี้ยกตัวอย่างฟีเจอร์ เช่น ฟีดที่เลื่อนต่อไปได้เรื่อยๆ ระบบแนะนำเนื้อหา และการแจ้งเตือน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยทำให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น
เมตาเคยระบุว่า หากคำนวณบทลงโทษตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด คดีนี้อาจนำไปสู่ค่าปรับสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเป็นการคำนวณจากจำนวนเด็กที่ใช้งานแพลตฟอร์มเกิน 30 นาทีต่อวันตลอดระยะเวลา 12 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เป็นการคำนวณในกรณีที่มีบทลงโทษสูงสุด ไม่ใช่จำนวนเงินที่ศาลกำหนดให้เมตาต้องจ่าย
ก่อนการยุติคดี มีการประเมินว่าความเสียหายที่เมตาอาจต้องจ่ายหากแพ้คดีอาจอยู่ในระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ข้อตกลงครั้งนี้กำหนดวงเงินสูงสุดไว้ที่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์
เงินจะถูกแบ่งให้รัฐต่างๆ
เมตาตกลงจ่ายเงินสูงสุดประมาณ 1.67 หมื่นล้านดอลลาร์ให้แก่ 47 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เปอร์โตริโก อเมริกันซามัว และหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา
เงินส่วนหนึ่งจะจ่ายเป็นงวดตลอด 10 ปี โดยประมาณ 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นเงินที่เมตารับประกันว่าจะจ่าย อีกประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์จะจ่ายก็ต่อเมื่อ Snap ซึ่งเป็นเจ้าของ Snapchat, ByteDance ซึ่งเป็นเจ้าของ TikTok และ Alphabet ซึ่งเป็นเจ้าของ YouTube ใช้มาตรการคุ้มครองเด็กในลักษณะเดียวกัน
รัฐต่างๆ จะนำเงินที่ได้รับไปใช้แตกต่างกัน บางรัฐจะนำเข้าสู่กองทุนทั่วไป ขณะที่บางรัฐจะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับโครงการด้านสุขภาพจิตเด็ก แคลิฟอร์เนียอาจได้รับเงินประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์ และนิวยอร์กประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนเท็กซัสมีข้อตกลงกับเมตาแยกต่างหาก มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
ผู้พิพากษาอีวอนน์ กอนซาเลซ โรเจอร์ส (Yvonne Gonzalez Rogers) ซึ่งดูแลคดีนี้ เป็นผู้อนุมัติข้อตกลงหลักเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เธอกล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็น “ก้าวที่ดีไปข้างหน้า” และกล่าวกับทนายความของทั้งสองฝ่ายว่า “ฉันค่อนข้างยินดีที่ไม่ต้องดำเนินการพิจารณาคดีนี้ต่อจนจบ”
คำให้การอดีตพนักงานเมตาก่อนคดีจบ
ก่อนที่คดีจะยุติลง ศาลได้รับฟังคำให้การจากอาร์ตูโร เบฆาร์ (Arturo Béjar) อดีตวิศวกรด้านความปลอดภัยของ Instagram ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้เปิดโปงข้อมูลภายในบริษัท
เบฆาร์กล่าวว่า เมตามีแนวทางที่เขาเรียกว่า “ไม่ถาม ไม่บอก” หรือ “don't ask, don't tell” เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของเด็กบนแพลตฟอร์ม เขาระบุว่า เคยแจ้งผู้บริหารเกี่ยวกับปัญหาที่เด็กพบจากการใช้ Instagram แต่ไม่ได้รับการแก้ไขตามที่เขาคาดหวัง
“ผู้บริหารระดับสูงของเมตารับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็ก แต่ยังสื่อสารต่อสาธารณะว่าแพลตฟอร์มมีความปลอดภัย” เบฆาร์กล่าวต่อศาล โดยซักเคอร์เบิร์กมีชื่ออยู่ในรายชื่อพยาน แต่ไม่ได้ขึ้นให้การ เพราะคดีถูกยุติก่อน
นอกจากนี้ เอกสารภายในบริษัทยังถูกนำมาใช้ในคดี โดยมีข้อมูลว่าฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ผู้ใช้ต้องกดเลือกเปิดเองมักมีคนใช้งานน้อย แต่เมตายังคงเปิดตัวฟีเจอร์บางอย่างในลักษณะที่ไม่ได้เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น อดีตผู้บริหารคนหนึ่งยังถูกถามถึงข้อความในเอกสารภายใน ซึ่งระบุว่า ในบางกรณีเมตาอาจเลือกจ่ายค่าปรับจากการละเมิดกฎแทนที่จะเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์
คดีอื่นของเมตายังเดินหน้าต่อ
การยุติคดีระหว่างเมตากับรัฐต่างๆ ไม่ได้ทำให้คดีเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กทั้งหมดสิ้นสุดลง เมตา รวมถึงบริษัทอื่นอย่าง Google, TikTok และ Snapchat ยังเผชิญคดีอีกหลายร้อยถึงหลายพันคดีในศาลสหรัฐ จากบุคคล ครอบครัว โรงเรียน และหน่วยงานรัฐ
ก่อนหน้านี้ ในเดือนมีนาคม 2569 คณะลูกขุนในลอสแอนเจลิสมีคำตัดสินว่าเมตาและ Google มีความประมาทในการออกแบบแพลตฟอร์ม และสั่งให้ทั้งสองบริษัทจ่ายเงินรวม 6 ล้านดอลลาร์ให้หญิงวัย 20 ปี ซึ่งระบุว่าเธอเริ่มเสพติด Instagram และ YouTube ตั้งแต่ยังเด็ก เมตาและ Google ระบุว่าจะอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว
ในรัฐนิวเม็กซิโก เมตายังถูกสั่งให้จ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2569 จากคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็ก นอกเหนือจากเงิน 375 ล้านดอลลาร์ที่คณะลูกขุนสั่งให้บริษัทจ่ายในคดีเดียวกันเมื่อเดือนมีนาคม
คดีนิวเม็กซิโกไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงที่ประกาศเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ราอูล ตอร์เรซ อัยการสูงสุดรัฐนิวเม็กซิโก กล่าวว่า ข้อตกลงของเมตากับรัฐอื่นไม่ได้ครอบคลุมมาตรการบางอย่างที่คดีของรัฐนิวเม็กซิโกผลักดันให้เกิดขึ้น เช่น การป้องกันผู้ใหญ่ที่พยายามเข้าถึงเด็ก และการห้ามการสนทนาเชิงเพศระหว่างเด็กกับแชตบอตเอไอ
เขากล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าว “แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าที่เกิดขึ้นจริง และเพิ่มแรงส่งให้เราทำงานต่อจนเสร็จเพื่อปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์”
ส่วนรัฐฟลอริดาไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงและเตรียมดำเนินคดีต่อ อัยการสูงสุดรัฐฟลอริดา กล่าวว่า “เงินที่จ่ายให้รัฐต่างๆ เป็นเพียงเศษเงินเมื่อเทียบกับความเสียหายที่ฟีเจอร์ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างการเสพติดและขับเคลื่อนด้วยผลกำไรของเมตาก่อให้เกิดกับเด็กๆ ของเรา เราจะพบกันในชั้นศาล”
เมตาเรียกร้อง TikTok Snap YouTube ใช้มาตรการเดียวกัน
ขณะเดียวกัน เมตาระบุว่ามาตรการใหม่จะมีผลกับผู้ใช้วัยรุ่นในสหรัฐ และเรียกร้องให้ TikTok, Snapchat และ YouTube ใช้มาตรการที่คล้ายกัน เนื่องจากวัยรุ่นสามารถเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มอื่นได้
ซีเจ มาโฮนีย์ (CJ Mahoney) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของเมตา กล่าวว่า “เพราะวัยรุ่นเปลี่ยนไปมาระหว่างแอปหลายสิบแอป เราจึงจำเป็นต้องมีแนวทางแก้ปัญหาในระดับอุตสาหกรรม เราจึงเรียกร้องให้ TikTok, Snap และ YouTube นำกรอบการทำงานใหม่นี้ไปใช้ทันที”
แต่ละประเทศกำลังคุมโซเชียลมีเดียของเด็กอย่างไร
ข้อตกลงระหว่างเมตากับรัฐต่างๆ ในสหรัฐเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศกำลังทบทวนว่า เด็กและวัยรุ่นควรเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้มากน้อยเพียงใด และแพลตฟอร์มควรมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้อายุน้อยอย่างไร แต่แนวทางของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ตั้งแต่การจำกัดอายุ การกำหนดให้แพลตฟอร์มตรวจสอบอายุ ไปจนถึงการบังคับให้บริษัทปรับฟีเจอร์ที่อาจทำให้เด็กใช้งานนานเกินไป
ออสเตรเลียใช้แนวทางที่เข้มงวด โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีมีบัญชีบนบริการที่อยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว หากแพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามหน้าที่ อาจถูกลงโทษทางการเงิน มาตรการนี้ทำให้ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่กำหนดเกณฑ์อายุสำหรับการใช้โซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน
แพลตฟอร์มที่อยู่ในข่ายดังกล่าว ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, TikTok, YouTube, X, Reddit และบริการอื่นๆ ตามเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล eSafety โดยบริษัทที่ไม่ดำเนินการตามหน้าที่อาจถูกศาลสั่งปรับสูงสุด 54.6 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
ส่วนสหภาพยุโรปไม่ได้ใช้วิธีห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียในลักษณะเดียวกับออสเตรเลีย แต่ใช้กฎกำกับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินและลดความเสี่ยงที่บริการของแพลตฟอร์มอาจก่อให้เกิดกับเด็กและผู้ใช้ทั่วไป
ในเดือนกรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปยังแจ้งว่าอาจลงโทษเมตาหากบริษัทไม่ปรับเปลี่ยนฟีเจอร์บางอย่าง หลังจากการประเมินเบื้องต้นพบว่า Facebook และ Instagram อาจไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการจัดการเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ โดยคณะกรรมาธิการยังอยู่ระหว่างหารือกับเมตา เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
ประเทศไทยเองก็กำลังพิจารณาแนวทางจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก โดยเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 สรศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีและประธานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เสนอแนวคิดให้ประเทศไทยศึกษาการออกกฎหมายเพื่อจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ท่ามกลางความกังวลเรื่องเวลาที่เด็กใช้กับหน้าจอเพิ่มขึ้น
ข้อมูลที่ สสส. นำมาอ้างถึงระบุว่า คนไทยใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์เฉลี่ยเกือบ 8 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่เด็กอายุ 0-2 ปี จำนวน 72.6% ได้รับเวลาหน้าจอมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การใช้หน้าจอในช่วงวัยดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และการพัฒนาในด้านต่างๆ
นอกจากเรื่องเวลาใช้งานแล้ว สสส. ยังระบุว่า เด็กและเยาวชนเผชิญความเสี่ยงบนโลกออนไลน์หลายรูปแบบ เช่น การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ การพนันออนไลน์ รวมถึงโฆษณาหรือเนื้อหาที่ส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้บุหรี่ไฟฟ้า
แนวทางของไทยในขณะนี้ยังอยู่ในขั้น ศึกษาและพิจารณากฎหมาย ไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว โดย สสส. ระบุว่ากำลังศึกษามาตรการของประเทศอื่น โดยเฉพาะออสเตรเลีย และทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเพิ่มการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์ ส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล และพัฒนาระบบสำหรับรายงานเนื้อหาที่เป็นอันตราย
ในมุมของสหรัฐ ฟิล ไวเซอร์ (Phil Weiser) อัยการสูงสุดรัฐโคโลราโด กล่าวว่า “สิ่งที่เราได้รับจากข้อตกลงนี้มีความสำคัญอย่างมาก และมากกว่าสิ่งที่ศาลเคยมีคำสั่ง หรือมีแนวโน้มว่าจะมีคำสั่ง” พร้อมระบุว่า “เป้าหมายของคดีนี้คือการปกป้องเด็กๆ ของเรา”
ขณะที่เจฟฟ์ แจ็กสัน (Jeff Jackson) อัยการสูงสุดรัฐนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่า การยุติคดีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มได้เร็วกว่า หากดำเนินคดีต่อไปอาจต้องรออีกหลายปีกว่าจะมีการปรับปรุง และระหว่างนั้นอาจมีเด็กอีกหนึ่งรุ่นต้องเผชิญความเสี่ยง



