วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

ยูเอ็นบอก โซเชียลมีเดียต้องปลอดภัยสำหรับเด็กทุกแพลตฟอร์ม ไม่ใช่แค่ Meta

หากเยาวชนคนหนึ่งใช้งาน TikTok, YouTube, Instagram หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคืออะไร แค่กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการเข้าใช้งาน หรือแพลตฟอร์มควรถูกออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็กตั้งแต่แรก?

โฟลเคอร์ เทือร์ก (Volker Türk) หัวหน้าสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) กล่าวว่า “เด็กไม่ควรต้องรอให้เกิดคดีความเสียก่อน จึงจะได้รับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์” เทือร์กเรียกร้องให้รัฐบาลก้าวขึ้นมาดำเนินการ แทนที่จะรอให้ศาลและบริษัทต่างๆ เป็นฝ่ายลงมือ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง เมตา (Meta) บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ตกลงยุติคดีครั้งใหญ่กับรัฐต่างๆ ในสหรัฐ ด้วยการยอมจ่ายเงินสูงสุด 18,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมปรับมาตรการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กและวัยรุ่นบนแพลตฟอร์ม

สำหรับเทือร์ก เรื่องนี้ไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าบริษัทใดถูกฟ้อง หรือบริษัทใดตัดสินใจเปลี่ยนแปลงมาตรการก่อน แต่โซเชียลมีเดียควรถูกออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็กตั้งแต่ต้น

ภายใต้ข้อตกลง เมตาจะปรับมาตรการบางส่วนเกี่ยวกับการใช้งานของเยาวชน ได้แก่ จำกัดเวลาการใช้งาน Facebook และ Instagram รวมกันไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง รวมถึงการเพิ่มโหมดกลางคืน และมาตรการยืนยันหรือประเมินอายุของผู้ใช้งาน หรือ age assurance เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถแยกแยะได้ว่าผู้ใช้งานเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และนำมาตรการที่เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มมาใช้

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ไม่ได้หมายความว่าเมตาจะเป็นบริษัทเดียวที่ต้องดำเนินมาตรการดังกล่าว เพราะเงินจำนวน 5,300 ล้านดอลลาร์จากมูลค่าข้อตกลงทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับว่า YouTube และ TikTok นำมาตรการเหล่านี้ไปใช้ด้วยหรือไม่

เงื่อนไขดังกล่าวทำให้คดีของเมตาเชื่อมโยงไปถึงแพลตฟอร์มอื่นโดยตรง เพราะแม้เมตาจะปรับบริการให้ปลอดภัยขึ้น แต่หากแพลตฟอร์มอื่นไม่มีมาตรการในลักษณะเดียวกัน เด็กก็ยังสามารถย้ายไปใช้งานบริการเหล่านั้นได้

เมตาระบุว่า มาตรการที่บริษัทกำลังจะดำเนินการจะได้ผลอย่างแท้จริง “หากคู่แข่งทั้งหมดของเราเข้าร่วมด้วย”

ร็อบ บอนตา (Rob Bonta) อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า เขาต้องการให้ TikTok ใช้มาตรการในลักษณะเดียวกับเมตาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทั้ง TikTok และ YouTube ยังไม่ได้ตอบคำขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

บอนตายังกล่าวด้วยว่า เขาได้ติดต่อกับ Snap ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้อายุน้อย พร้อมส่งคำเตือนว่า หากบริษัทเหล่านี้ไม่สมัครใจดำเนินมาตรการในแนวทางเดียวกับเมตาเขาก็พร้อมที่จะดำเนินการเพิ่มเติม

ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเด็กบนโซเชียลมีเดียไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากคดีเมตา โดยในเดือนพฤษภาคม 2569 สหประชาชาติได้เผยแพร่กรอบการกำกับดูแลโซเชียลมีเดีย 10 ข้อ ซึ่งเสนอให้รัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนวิธีออกแบบและกำกับแพลตฟอร์ม โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน รวมถึงการออกแบบแพลตฟอร์มให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชน

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การพัฒนาวิธีตรวจสอบหรือประเมินอายุของผู้ใช้งานให้ดีขึ้น เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถแยกแยะได้ว่าผู้ใช้งานเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ และสามารถใช้มาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม

สหประชาชาติยังเสนอให้หลีกเลี่ยงการนำเด็กเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เช่น ฟีเจอร์หรือรูปแบบการออกแบบที่อาจทำให้เกิดพฤติกรรมการใช้งานแบบเสพติด อย่างไรก็ตาม สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติไม่ได้เสนอให้แก้ปัญหาด้วยการห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด

กรอบดังกล่าวปฏิเสธแนวคิดเรื่องการแบนการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กโดยสิ้นเชิง โดยมองว่าการกำกับดูแลควรมุ่งไปที่การทำให้แพลตฟอร์มมีความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งในด้านการออกแบบ การคุ้มครองข้อมูล และการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานอายุน้อย

เทือร์กระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่เมตาเสนอ เช่น การจำกัดเวลาใช้งานและเครื่องมือสำหรับให้ผู้ปกครองกำกับดูแลการใช้งาน สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเรียกร้องมาโดยตลอด แต่เขาย้ำว่า “เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น”

ข้อตกลงระหว่างเมตากับรัฐต่างๆ ในสหรัฐจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องจำนวนเงินที่บริษัทต้องจ่าย หรือการเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์บน Facebook และ Instagram เท่านั้น อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือ การพยายามตอบคำถามว่า หากเด็กใช้โซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์ม ความปลอดภัยของเด็กควรถูกกำหนดเป็นมาตรฐานร่วมกันหรือไม่

สำหรับสหประชาชาติ คำตอบคือ รัฐบาลควรเข้ามามีบทบาทในการกำหนดกรอบดังกล่าว แทนที่จะปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลังจากบริษัทถูกฟ้องร้อง หรือเมื่อบริษัทตัดสินใจปรับมาตรการด้วยตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เด็กไม่ได้อยู่บนแพลตฟอร์มเดียว และการทำให้แพลตฟอร์มหนึ่งปลอดภัยขึ้นเพียงแห่งเดียวอาจไม่ได้ทำให้สภาพแวดล้อมออนไลน์ทั้งหมดปลอดภัยขึ้นตามไปด้วย

สิ่งที่เทือร์กกำลังเรียกร้องจึงเป็นการเปลี่ยนจากการรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ ไปสู่การวางมาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบแพลตฟอร์ม โดยให้รัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี และผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียต่างๆ เข้ามาอยู่ในระบบกำกับดูแลเดียวกัน

และในระหว่างที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นทั้งหมด เทือร์กย้ำอีกครั้งว่า “เด็กไม่ควรต้องรอให้เกิดคดีความเสียก่อน จึงจะได้รับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์”

อ้างอิง: BBC และ The Guardian