วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘Starwashing’ ธุรกิจอวกาศใช้มุก ‘ทำเพื่อมนุษยชาติ’ บังหน้าวิกฤติสิ่งแวดล้อม 

“Starwashing” กลยุทธ์ที่บริษัทอวกาศใช้ความมหัศจรรย์ของจักรวาลบังหน้าผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งมลพิษจากจรวด ขยะอวกาศ และการทำลายชั้นโอโซน ใช้ข้ออ้างว่าทำเพื่อมวลมนุษยชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบความโปร่งใสในทางธุรกิจและการเงิน

KEY POINTS

  • ธุรกิจอวกาศใช้กลยุทธ์ ‘Starwashing’ โดยอ้างว่าทำภารกิจ ‘เพื่อมนุษยชาติ’ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อบดบังผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งบนโลกและในอวกาศ
  • บริษัทอย่าง Blue Origin และ SpaceX ใช้วาทกรรมกอบกู้โลก เช่น การย้ายอุตสาหกรรมไปนอกโลก หรือสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริง
  • ผลกระทบที่แท้จริงจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมอวกาศมีทั้งมลพิษจากการปล่อยจรวด, การทำลายชั้นโอโซน, ปัญหาขยะอวกาศ และภัยคุกคามต่อการศึกษาดาราศาสตร์
  • นักวิจารณ์ชี้ว่าบริษัทเอกชนกำลังสร้างผลกำไรมหาศาลโดยผลักภาระความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมให้เป็นของส่วนรวม ซึ่งสวนทางกับหลักการสำรวจอวกาศเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ

ธุรกิจอวกาศ” เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2035 โดยบริษัทเทคโนโลยีอวกาศยักษ์ใหญ่ต่างใช้กลวิธีทางการตลาดที่เรียกว่า “Starwashing” (สตาร์วอชชิง) ซึ่งเป็นการนำเรื่องการสำรวจอวกาศมาเชื่อมโยงกับความฝันของมนุษย์ ที่ต้องการไปใช้ชีวิตนอกโลก พร้อมลดทอนและละเลยผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมทั้งบนโลกและในอวกาศ

คำว่า Starwashing ดัดแปลงมาจาก “Greenwashing” หรือ “การฟอกเขียว” ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่บริษัทอ้างว่าผลิตภัณฑ์หรือนโยบายของตนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเกินความจริง มาริสซา อี. ยิงลิง นักวิจัยผู้ศึกษาเรื่องนี้ระบุว่า “Starwashing ใช้ความรู้สึกมหัศจรรย์และความสนใจในจักรวาลของผู้คน มาเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ธุรกิจอวกาศ”

การศึกษาระบุว่า Blue Origin บริษัทอวกาศของ เจฟฟ์ เบโซส์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ Starwashing เนื่องจากพันธกิจของบริษัทมีเป้าหมายเพื่อ “ฟื้นฟูและรักษาโลก” เบโซส์เสนอวิสัยทัศน์ในการสร้างอาณานิคมในอวกาศเพื่อรองรับประชากรหลายพันล้านคน โดยมองว่าเป็นทางออกของปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่โลกเผชิญอยู่ และต้องการย้ายอุตสาหกรรมหนักออกไปอยู่นอกโลกแทน

ขณะเดียวกัน นักวิจารณ์ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของเบโซส์ เพราะบริษัท Amazon ที่เบโซสก่อตั้งมีรอยเท้าคาร์บอนใหญ่กว่าหลายประเทศรวมกัน การอ้างว่าจะย้ายอุตสาหกรรมไปสู่อวกาศเพื่อลดคาร์บอนอาจดูดีในทางทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เร่งด่วนอย่างไฟป่าหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะสั้นได้เลย

นอกจากนี้ Blue Origin ยังถูกกล่าวหาว่าให้ข้อมูลที่ชี้นำผิด ๆ เกี่ยวกับเชื้อเพลิงจรวด New Shepard โดยอ้างว่า “ทำเพื่อโลก” เนื่องจากปล่อยเพียงไอน้ำและไม่มีคาร์บอน แต่ความเป็นจริงแล้ว ยังมีข้อมูลที่บริษัทละเลยที่จะกล่าวถึง ซึ่งก็คือ ไอน้ำในชั้นบรรยากาศสามารถขยายผลกระทบของก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ และทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นได้ 

ในขณะเดียวกัน อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ก็ใช้กลยุทธ์สื่อสารว่าเป้าหมายของเขาคือการช่วยมนุษยชาติ จากภัยพิบัติในอนาคต เช่น อุกกาบาตพุ่งชนโลก โดยการสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์และดาวอังคาร แต่นักวิทยาศาสตร์มองว่าแนวคิดนี้กำลังเพิกเฉยต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวกว่าโอกาสที่จะเกิดอุกกาบาตพุ่งชนโลกซึ่งเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบหลายล้านปี

แม้แต่ตัว อีลอน มัสก์ เอง ก็เคยยอมรับเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เอไอบนพื้นโลกกำลังสร้างความยากลำบากต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่บริษัทของเขาก็ยังคงเดินหน้าสร้างมันต่อไป พร้อมกับเสนอโครงการศูนย์ข้อมูลในวงโคจรที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยพยายามตีกรอบว่าเป็นเรื่องดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือน้ำจากพื้นโลก

การใช้ดาราหรือคนดัง มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Starwashing ก็เป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อย เช่น การร่วมมือกับ จาเร็ด ไอแซกแมน ในเที่ยวบิน Inspiration4 หรือการนำนักร้องสาว เคที เพอร์รี ขึ้นไปสัมผัสสภาวะไร้น้ำหนัก การสร้างภาพจำที่สวยงามผ่านโฆษณาในช่วงซูเปอร์โบวล์ที่มีภาพโลกสะท้อนบนหมวกนักบินอวกาศ ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนจากความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเบื้องหลัง

ผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมอวกาศนั้นมีมหาศาล ทั้งมลพิษจากการปล่อยจรวดที่บ่อยขึ้น การทำลายชั้นโอโซนเมื่อดาวเทียมเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ และปัญหาขยะอวกาศในวงโคจรที่แออัด ดาวเทียมจำนวนมหาศาลที่ SpaceX และ Blue Origin วางแผนจะส่งขึ้นไปอีกนับล้านดวง ยังเป็นภัยคุกคามต่อการศึกษาดาราศาสตร์บนพื้นโลกอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทเหล่านี้ ยังมีโครงการทำ “เหมืองบนดวงจันทร์” เพื่อตักตวงทรัพยากรอย่าง “ฮีเลียม-3” (Helium-3) โดยโฆษณาว่าจะสร้างประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติอย่างมาก ทั้งในด้านการวิจัยยาและการเชื่อมต่อไร้สายโดยไม่พูดถึงความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและการทำลายพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์บนดวงจันทร์

ภายใต้ “สนธิสัญญาอวกาศส่วนนอก” (The Outer Space Treaty 1967) ชาติต่าง ๆ มีพันธกรณีในการสำรวจอวกาศเพื่อประโยชน์ของทุกประเทศในฐานะ “สมบัติของมนุษยชาติทั้งมวล” แต่ในปัจจุบันบริษัทอวกาศที่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีประชาชนจำนวนมหาศาล กลับสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง จนเกิดคำถามว่าผลประโยชน์นั้นตกอยู่กับมนุษยชาติจริงหรือเป็นเพียงผลกำไรของบริษัทเอกชน

นักวิจารณ์ระบุว่า หากโครงการอวกาศเหล่านี้อ้างว่าทำเพื่อประโยชน์ของทุกคน บริษัทควรมีการทำบัญชีที่โปร่งใสเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก การใช้ที่ดิน ความเสี่ยงจากขยะอวกาศ และผลกระทบต่อชุมชน และควรมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นก่อนที่โครงการขนาดใหญ่จะได้รับอนุมัติ โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้เงินภาษีของประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ย้อนกลับไปในปี 1968 ภาพถ่าย “Earthrise” โลกที่กำลังขึ้นเหนือดวงจันทร์ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในศตวรรษก่อน ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบเรื่องการฟอกเขียว ภาพนี้ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเปราะบางของ “ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน” ที่เราอาศัยอยู่

ในเดือนเมษายน 2026 ลูกเรือ Artemis II ได้ถ่ายภาพคู่ขนานที่ชื่อว่า “Earthset” ซึ่งเป็นช่วงที่โลกที่กำลังลับขอบฟ้าดวงจันทร์ ภาพนี้กลายเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก และถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการรักษาสิ่งแวดล้อมนอกโลกที่จะเข้ามาตรวจสอบและจัดการกับพฤติกรรมสตาร์วอชชิงของบริษัทอวกาศอย่างจริงจัง

สุดท้ายแล้ว การขยายตัวเข้าสู่อวกาศจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างแท้จริง หรือจะเป็นเพียงการสร้างผลประโยชน์ให้กับบริษัท และผลักภาระต้นทุนความเสียหายไปให้ผู้อื่น โดยที่มหาเศรษฐีอวกาศเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว



ที่มา: PhysThe CooldownThe Conversation