โลกธุรกิจกำลังถูกบีบให้เร็วขึ้น จนคำว่า “นาทีทอง” และ “วินาทีทอง” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อ “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) นิยามว่าโลกได้เข้าสู่ยุค “เสี้ยววินาทีทอง” ที่ข้อมูลเดินทางแทบจะทันที การตัดสินใจต้องเร็วขึ้น และการแข่งขันวัดกันที่ความสามารถในการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ พร้อมเสนอโมเดลปรับโครงสร้างองค์กร ลดขั้นตอนการสั่งการ ดัน “คนเก่งหน้างาน” ขึ้นเป็นกำลังหลัก และปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็น “เถ้าแก่” ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI: Artificial Intelligence)
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียง “เร็ว-ดี-ถูก” แต่ต้องเดินคู่กับ “ความยั่งยืน” โดยใช้ AI ยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและการใช้ทรัพยากร และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระยะยาว
AI ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม
“ธนินท์” ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในหัวข้อ Future Ready Leader (AI Leadership Development” ในงานเปิดตัวแพลตฟอร์ม CP-CoEX (Center of Excellence × Exponential) โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังก้าวเข้ามาเป็นปัจจัยหลักในการเปลี่ยนแปลงทุกภาคส่วนของโลก ไม่เพียงแค่ในด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการดำเนินชีวิตและธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครือ CP ที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจบริการ โทรคมนาคม ไปจนถึงสื่อสารมวลชนและสุขภาพ
“สมัยก่อนเราพูดถึง ‘นาทีทอง’ ต่อมาเป็น ‘วินาทีทอง’ แต่ในปัจจุบันและอนาคตได้ก้าวเข้าสู่ยุค ‘เสี้ยววินาทีทอง’ แล้ว ซึ่งหมายถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในการทำธุรกิจและการผลิต”
มนุษย์ vs AI
“ธนินท์” ชี้ให้เห็นว่า ข้อเสียเปรียบสำคัญของมนุษย์คือเรื่อง "อายุขัยที่สั้น" เมื่อคนรุ่นหนึ่งจากไป ความรู้และความจำบางส่วนอาจสูญหายไปพร้อมกัน ในขณะที่ AI มีอายุที่ยาวนาน และความรู้ความจำของมันจะคงอยู่ในระบบตลอดไป
“มนุษย์เสียไปกี่ชั่วคนแล้ว แต่ความรู้ความจำของ AI จะอยู่ในระบบ ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร มนุษย์ที่เกิดใหม่ก็สามารถต่อยอดจาก AI ได้”
อย่างไรก็ตาม “ธนินท์” ยังคงให้ความสำคัญกับศักยภาพของมนุษย์ โดยกล่าวว่า มนุษย์เป็นผู้สร้าง AI ขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ใช้งาน แม้ในปัจจุบัน AI จะเริ่มแสดงความสามารถที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่ผู้สร้างตั้งไว้จนน่าตกใจ หรือสามารถตอบคำถามในสิ่งที่ผู้สร้างเองก็คาดไม่ถึง แต่มนุษย์ยังคงมีจุดแข็งที่ AI ไม่มี นั่นคือ "จิตวิญญาณ"
โมเดลปฏิรูปโครงสร้างองค์กร
“ธนินท์” ระบุว่า ในอนาคตโครงสร้างการบริหารของ CP อาจจะลดระดับชั้นลงเหลือเพียง 2 ระดับ จากเดิมที่อาจมีถึง 5-6 ระดับ เนื่องจาก AI และเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ข้อมูลสามารถส่งถึงกันได้ในระดับเสี้ยววินาที จึงไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างการสั่งการที่ซับซ้อนและใช้เวลาหลายขั้นตอนเหมือนในอดีต
หัวใจสำคัญคือกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่คนหน้างาน โดยเฉพาะคนเก่งที่มีข้อมูลและเข้าใจสถานการณ์จริง เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้บริหารหลายลำดับชั้น ขณะเดียวกัน พนักงานทุกระดับต้องเรียนรู้และใช้ AI เป็น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
AI จะไม่แย่งงานมนุษย์
อย่างไรก็ตาม “ธนินท์” ปฏิเสธความกังวลที่ว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ โดยมองในมุมกลับว่า AI จะเป็นเครื่องมือที่สร้างโอกาสให้เกิดผู้ประกอบการหรือ "เถ้าแก่" รายใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น
“AI จะทำให้เถ้าแก่หรือเจ้าของบริษัทเต็มบ้านเต็มเมือง คนหนึ่งคนก็สร้างบริษัทได้ เพราะทั้งงานกฎหมายและบัญชี AI พร้อมสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ในด้านการบริหารจัดการเงิน มนุษย์อาจจะยังคงมีความโดดเด่นและจำเป็นต้องใช้ดุลยพินิจของคนควบคู่ไปกับการใช้ AI อยู่”
การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบในระยะสั้นที่อาจเกิดความสั่นสะเทือนต่อรูปแบบการจ้างงานเดิม แต่ในระยะยาว จะเกิดการสร้างงานมหาศาลในรูปแบบใหม่ที่เน้นการสร้างสรรค์และการบริหารจัดการเป็นหลัก
การแข่งขันในโลกที่ราคา "โปร่งใส"
ในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ “ธนินท์” ให้ความสำคัญอย่างมากกับการนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิต
“ความท้าทายสำคัญในยุค AI คือข้อมูลราคาจะมีความโปร่งใสทั่วโลก ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาจากแหล่งต่าง ๆ ได้ทันทีผ่าน AI ดังนั้น ผู้ผลิตอย่างเครือ CP จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้ AI และระบบอัตโนมัติ รวมถึงหุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น สินค้าของ CP ต้องเป็นของดี ต้นทุนต่ำลง ราคาถูกลง และดีขึ้นทุกวัน”
แม้โลกจะเข้าสู่ยุคดิจิทัลเพียงใด แต่สินค้าที่ "จับต้องได้" ยังคงมีความสำคัญ และไม่สามารถส่งผ่านระบบออนไลน์เพียงอย่างเดียวได้ กระบวนการขนส่งไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ เรือ หรือเครื่องบิน ยังคงต้องมีขั้นตอนที่เชื่อมโยงถึงบ้านผู้บริโภค และหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในอนาคตคือ ความเร็วและคุณภาพ
“ธนินท์” ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความรวดเร็วทันใจ เมื่อตัดสินใจซื้อแล้วต้องได้รับสินค้าโดยเร็วที่สุด ดังนั้นการขนส่งต้องถูกวางแผนให้สั้นที่สุดและเร็วที่สุด
“ความเร็วคือเรื่องของผู้ชนะ สุดท้ายทำอะไรต้องเร็วและมีคุณภาพ ไม่ใช่ทำช้าแล้วบอกว่าเพื่อคุณภาพที่ดี”
“สร้างคน” ภารกิจสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
“ธนินท์” กล่าวถึง หลักสูตร “CP-CoEX” ที่เชื่อมองค์กรชั้นนำ 11 องค์กร (CPF, CP ALL, CP Axtra และ True พร้อมด้วย Huawei, Tencent, AWS, KAO, Schneider Electric, Mitsubishi Electric และ SCG) เข้าสู่ Learning & Co-Creation Ecosystem เพื่อร่วมพัฒนา 7 Real Business AI Projects จากโจทย์ธุรกิจจริง เป้าหมายไม่ได้จบเพียง Certificate แต่ต้องต่อยอดไปสู่ AI Solution, Prototype หรือ Proof of Concept, Business Case ตลอดจน Pilot และ Scale-up Plan ที่มีศักยภาพนำไปใช้งานจริง ว่า เป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่ให้ผู้บริหารเข้าใจ แต่ต้องให้พนักงานทุกคนใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงาน
"ความรู้ที่สะสมผ่านหลักสูตรเหล่านี้จะยิ่งฉลาดขึ้นและเก่งขึ้นเช่นเดียวกับ AI เพื่อสร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละบริษัทในอนาคต ผมเป็นเพียงนักเรียนอนุบาลที่ชอบเรียนรู้ และเรียนรู้จากคนเก่ง ๆ การเรียนรู้เรื่อง AI เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อนำพาองค์กรก้าวข้ามผ่านคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
การถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ "เจ้าสัวธนินท์" ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในอานุภาพของเทคโนโลยี AI แต่ยังเป็นการวางยุทธศาสตร์เชิงรุกสำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการก้าวไปสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและคนรุ่นใหม่ เน้นย้ำเรื่องความเร็ว การลดขั้นตอนการบริหาร



