วันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ยศชนัน' เปิดบทเรียน AI ผ่าน CP-CoEX ดัน อว. ร่วมสร้างคน ชูธรรมชาติสินทรัพย์ใหม่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ True Digital Park (TDPK) ได้มีการจัดงานเปิดตัวหลักสูตร “CP-CoEX” (Center of Excellence × Exponential) อย่างเป็นทางการ ภายใต้การดำเนินงานของ “ศูนย์นวัตกรรมความเป็นเลิศซีพี” หรือ CP Innovation Center of Excellence (CPIC) เพื่อมุ่งเน้นการสร้างผู้นำ และบุคลากรที่มีทักษะแห่งอนาคตในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโอกาสนี้ "ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์" รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ AI 001: “AI Unleash from Policy to Action (National AI Policy)” เพื่อถ่ายทอดทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่

การแสดงปาฐกถาครั้งนี้ได้ฉายภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากการเป็นเพียง "ผู้ใช้" เทคโนโลยี ไปสู่การเป็น "ผู้สร้าง" นวัตกรรมบนฐานวิทยาศาสตร์และความเป็นอยู่ที่ดี หรือ "Scientific Wellness Economy" โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างสิทธิอำนาจในเทคโนโลยีต้นน้ำผ่านยุทธศาสตร์ "สยาม ซิลิกา" (Siam Silica) และการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

'ยศชนัน' เปิดบทเรียน AI ผ่าน CP-CoEX ดัน อว. ร่วมสร้างคน ชูธรรมชาติสินทรัพย์ใหม่

จากโครงสร้างพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้

“ศ.ดร.ยศชนัน” ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาคนในโครงการนี้ว่า คุณไม่สามารถถือครองเทคโนโลยีไว้ได้ตลอดไป เพราะมันล้าสมัยได้เร็ว แต่คุณต้องถือครอง ‘คน’ และยกระดับทักษะของพวกเขาให้เร็วที่สุด

ในส่วนของนโยบายระดับชาติ ไทยมีแผนปฏิบัติการ AI ที่มุ่งเตรียมความพร้อม และส่งเสริมการนำไปใช้ โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 5 ชั้นความรับผิดชอบ ได้แก่

  • Computing: การจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล
  • Data: การจัดการ และรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ
  • Model and Platform: การตัดสินใจเลือกว่าโมเดลหรือแพลตฟอร์มใดที่ไทยควรเป็นเจ้าของ หรือควรจับมือกับนานาชาติ
  • Application: การนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น สาธารณสุข การเกษตร และอุตสาหกรรมการผลิต
  • Talent: การสร้างความเข้าใจ AI (AI Literacy) และสร้างแรงงานทักษะสูง

“นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสภาพแวดล้อมที่ Spark and Dynamic หรือการสร้างพื้นที่ ที่ผู้คนที่มีความหลากหลาย ได้มาพบกันเพื่อจุดประกายไอเดียใหม่ๆ และมีความไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเพื่อไม่ให้คู่แข่งก้าวข้าม”

'ยศชนัน' เปิดบทเรียน AI ผ่าน CP-CoEX ดัน อว. ร่วมสร้างคน ชูธรรมชาติสินทรัพย์ใหม่

กลไกการเติบโตใหม่ "Beyond AI"

“ศ.ดร.ยศชนัน” ได้นำเสนอแนวคิดที่ก้าวข้ามเพียงแค่การใช้งาน AI ไปสู่การเป็น Beyond AI หรือการรวม AI เข้ากับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อสร้าง Scientific Wellness Economy ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอันดับหนึ่งของโลก

แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงธุรกิจสปาหรือโรงแรม แต่เป็นการบูรณาการระบบนิเวศ 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจชีวภาพ การผลิตขั้นสูง ดิจิทัล-AI และพลังงานสะอาด และมีการเปลี่ยนผ่านใน 3 ภาคส่วนหลัก คือ

  • ภาคเกษตรกรรม: เปลี่ยนจากเกษตรแบบขายผลผลิตตามน้ำหนัก เป็น Scientific Agriculture ที่เน้นการขายคุณค่าทางชีวภาพ เช่น อาหารฟังก์ชัน และโภชนาการแม่นยำ
  • ภาคอุตสาหกรรม: เปลี่ยนจากการรับจ้างผลิต (OEM) เป็น Deeptech Manufacturing ที่ผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซนเซอร์ชีวภาพ และอุปกรณ์ทางการแพทย์
  • ภาคบริการ: เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ เป็น Precision Wellness และการท่องเที่ยวเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ และการชะลอวัย

"สยาม ซิลิกา" ยุทธศาสตร์สิทธิอำนาจเซมิคอนดักเตอร์

เพื่อให้วิสัยทัศน์ Scientific Wellness Economy เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสิทธิอำนาจเหนือเทคโนโลยีต้นน้ำ "ศ.ดร.ยศชนัน" จึงผลักดันยุทธศาสตร์ "สยาม ซิลิกา" (Siam Silica) เพื่อยกระดับความสามารถของประเทศในด้านเซมิคอนดักเตอร์ และเซนเซอร์

“หากเราไม่มีความสามารถในการสร้างเซนเซอร์ของเราเอง เราจะไม่มีทางเข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ที่โลกยังไม่เคยมีได้”

เหตุผลที่ต้องมุ่งเน้นด้านนี้ ครอบคลุมการพัฒนาใน 4 ด้านสำคัญคือ

  • IC Design: การออกแบบวงจรรวม
  • Power Device: อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง
  • Sensor and Photonics: เทคโนโลยีเซนเซอร์ และโฟโทนิกส์ (เทคโนโลยีการจัดการแสง)
  • Advanced Packaging: เทคโนโลยีการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง

เป้าหมายของยุทธศาสตร์นี้คือ การเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้รับจ้างประกอบ (Made in Thailand) ไปสู่การเป็นผู้กำหนดแนวคิดและออกแบบนวัตกรรม หรือ "Design in Thailand" โดยเฉพาะเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ที่จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเครื่องมือวินิจฉัยทางการแพทย์ขั้นสูงในอนาคต

ความหลากหลายทางชีวภาพคือสินทรัพย์

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการปาฐกถาคือ แนวคิด “Nature Positive” ซึ่งรัฐมนตรี อว. มองว่า ธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพของไทยคือ สินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล และจะกลายเป็นกลไกทางการเงินใหม่ของโลกในอนาคต

“ในขณะที่การวิจัยปกติจำกัดอยู่ในห้องแล็บ แต่สำหรับประเทศไทย เราต้องทำให้ทั้งประเทศคือ ห้องปฏิบัติการ ไทยควรใช้ AI เข้ามาช่วยในการติดตาม และวัดผลความหลากหลายทางชีวภาพในดิน น้ำ และอากาศ เพื่อสร้างมาตรฐานความยั่งยืนที่โลกยอมรับ และเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า Nature Positive Economy"

การขับเคลื่อนระบบนิเวศ และเงินทุนนวัตกรรม

“ศ.ดร.ยศชนัน” ยอมรับว่า ประเทศไทยยังขาดองค์ประกอบสำคัญคือ “ผู้ประกอบการนวัตกรรม” และ “เงินทุนที่กล้ารับความเสี่ยง” กระทรวง อว. จึงมุ่งส่งเสริมการจัดตั้ง Holding Company ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้นำงานวิจัย และเทคโนโลยีออกมาสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง และลดความเสี่ยงให้กับภาคเอกชนที่จะเข้ามาร่วมลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันโครงการ “Organoid Thailand” หรือการพัฒนาอวัยวะจำลองบนชิป เพื่อใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพของยา และอาหารฟังก์ชันแทนการทดลองในสัตว์ ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการนำนวัตกรรมออกสู่ตลาดให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

CP-CoEX แพลตฟอร์มเรียนรู้ สร้างนวัตกรรมระดับโลก

"ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ" ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืน และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ มองว่า ในยุค AI ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ใครเข้าถึงเทคโนโลยีก่อน แต่อยู่ที่การสร้างคนให้เข้าใจเทคโนโลยี เห็นโอกาส และต่อยอดเป็นนวัตกรรม และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่า

“โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าจะเรียนรู้เทคโนโลยีอะไร แต่คือ ธุรกิจอนาคตต้องการคนแบบไหน และจะเชื่อมคน องค์ความรู้ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัย และโจทย์ธุรกิจจริงเข้าด้วยกันอย่างไร เพื่อให้การสร้างคนและนวัตกรรมเกิดขึ้นพร้อมกัน”

แนวคิดนี้พัฒนาเป็น CP-CoEX หรือ Open Learning & Innovation Ecosystem เปิดรับตั้งแต่นักศึกษา คนรุ่นใหม่ Professionals ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริหารและองค์กร ผ่าน 4 Learning Pillars ได้แก่

  • Business Co-Creation (B2B)
  • GenEd (Credit Bank)
  • Global Co-Creation
  • Executive Courses

พร้อมขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย บริษัทเทคโนโลยี และสถาบันชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

'ยศชนัน' เปิดบทเรียน AI ผ่าน CP-CoEX ดัน อว. ร่วมสร้างคน ชูธรรมชาติสินทรัพย์ใหม่

หมุดหมายแรกคือ “CP-CoEX: AI Business Accelerator” Flagship Program ภายใต้ Business Co-Creation (B2B) ที่ใช้โจทย์ธุรกิจจริงเป็นจุดตั้งต้น ผสาน Academic Knowledge × Industry Expertise × Real Business Project เพื่อเปลี่ยนความรู้ AI สู่ Real Business Impact

หลักสูตร 12 สัปดาห์ 96 ชั่วโมง มีผู้เข้าร่วม 60 คนจาก 11 บริษัท ได้แก่ CPF, CP ALL, CP Axtra, True, Huawei, Tencent, AWS, KAO, Schneider Electric, Mitsubishi Electric และ SCG ร่วมพัฒนา 7 Real Business AI Projects จากโจทย์จริง ต่อยอดสู่ AI Solution, Prototype หรือ Proof of Concept, Business Case รวมถึงแผน Pilot และ Scale-up ที่นำไปใช้จริงได้
 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์