สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกกฎหมายว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR)
ซึ่งเป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรป และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป กฎหมายฉบับนี้กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อการออกแบบ การผลิต และการจัดการบรรจุภัณฑ์
แม้ PPWR จะเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรป แต่ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตลาดยุโรปก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะคู่ค้าและเจ้าของแบรนด์มีแนวโน้มกำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
PPWR กำหนดอะไร และเกี่ยวข้องกับธุรกิจไทยอย่างไร
PPWR ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่และการจัดการของเสีย โดยกำหนดให้ภายในปี 2035 บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถรีไซเคิลได้ในระดับอุตสาหกรรม ขณะที่ตั้งแต่ปี 2030 จะมีข้อห้ามการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในสินค้าบางประเภท รวมถึงกำหนดให้ลดพื้นที่ว่างของบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งและอีคอมเมิร์ซ และส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำและระบบเติมสินค้า
สำหรับผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงการเตรียมพร้อมตั้งแต่การออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ต้นทุนและความพร้อม คือโจทย์สำคัญ
ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่อาจยังขาดความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงมีข้อจำกัดด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่รองรับการรีไซเคิล การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตจึงอาจต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน การเตรียมพร้อมไม่ได้จบที่การเปลี่ยนวัสดุ ผู้ประกอบการยังต้องจัดทำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงปลายทาง
หากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ความเสี่ยงอาจลุกลามไปถึงการสูญเสียตลาดและคู่ค้า สินค้าที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดอาจถูกระงับการจำหน่ายหรือเรียกคืน ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และอาจมีการเรียกเก็บค่าปรับเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมของบริษัทอีกด้วย
เริ่มเร็ว ลดต้นทุน สร้างโอกาส
ผู้ประกอบการสามารถเริ่มปรับตัวได้จากการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ง่าย ลดความซับซ้อนของวัสดุ และลดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้พอดีกับสินค้า ซึ่งนอกจากช่วยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเรื่องพื้นที่ว่างแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนวัสดุและค่าขนส่ง
อีกแนวทางคือการพัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบเติม (Refill) หรือบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ ควบคู่กับการจัดการข้อมูลให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเป็นระบบ
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ข้อจำกัดคือตัวเล็ก ทุนน้อย วอลลุ่มต่ำ ทำให้การจัดซื้อวัสดุหรือเทคโนโลยีหมุนเวียนมีต้นทุนต่อหน่วยสูง การรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อวัสดุรีไซเคิล หรือร่วมลงทุนในระบบขนส่งและเทคโนโลยีรีไซเคิลส่วนกลาง จึงอาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและลดต้นทุนได้
การรวมพลังจึงช่วยเปลี่ยนจากคู่แข่งที่โดดเดี่ยวเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีทางเลือกในการรับมือกับกฎระเบียบใหม่มากขึ้น
ท้ายที่สุด PPWR เป็นทั้งความท้าทายและสัญญาณให้ผู้ประกอบการไทยเร่งเตรียมความพร้อม การเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากข้อกำหนดใหม่ รักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้า และเปิดโอกาสให้ธุรกิจพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดโลกได้ดีขึ้น
///////
*บทความนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง SET ESG Experts Pool และ SET ESG Academy ในการนำเสนอประเด็น ESG ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนของไทย
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://s.setth.org/16w





