อุตสาหกรรมแฟชั่นโลกกำลังเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่ เมื่อเสื้อผ้ามือสองและวัสดุรีไซเคิลยังไม่เพียงพอที่จะหยุดกองขยะล้นโลก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ทางออกใหม่ผ่านนโยบายภาครัฐ การยกระดับแรงงานนอกระบบ และนวัตกรรมวัสดุกวาดล้างคาร์บอน ด้านประเทศไทยเองก็เริ่มขยับตัวรับมือปัญหาขยะสิ่งทออย่างจริงจังแล้ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสแฟชั่นรักษ์โลกช่วงหลายปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยทางเลือกสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นฝ้ายออร์แกนิก โพลีเอสเตอร์รีไซเคิล การใส่ใจเรื่องแคปซูลวอร์ดโรบ หรือการซื้อขายบนแพลตฟอร์มมือสอง แต่ในความเป็นจริง กลับมีสิ่งทอเพียง 1% เท่านั้นทั่วโลกที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ขณะที่อุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาวัตถุดิบดั้งเดิม โดยเกือบสองในสามมาจากโพลิเมอร์ปิโตรเลียม
วิกฤติขยะสิ่งทอในปัจจุบัน
สะท้อนชัดเจนว่า แนวคิดแฟชั่นยั่งยืนแบบเดิมที่ผลักภาระให้ผู้บริโภคต้อง "ซื้อให้น้อยลง เลือกให้ดีขึ้น และบริจาคให้บ่อยขึ้น" ไม่สามารถขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการยังขาดหายไปในซีกโลกใต้ จนกลายเป็นภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำ เช่น สรุปกองขยะสิ่งทอในทะเลทรายอัตตาคามา (Atacama Desert) ประเทศชิลี ตลาดกานตามานโต (Kantamanto Market) ในประเทศกานา หรือเมืองปานิปัต (Panipat) ในประเทศอินเดีย
จุดเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด อุตสาหกรรมสิ่งทอกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากการประชุมระดับรัฐมนตรีและอุตสาหกรรมสิ่งทอระดับโลกครั้งแรก (Global Textile Ministerial and Industry Summit) จัดขึ้น ณ กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี โดยความร่วมมือระหว่างองค์กร Ambition Loop, โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment Programme) และมูลนิธิ ZDHC ซึ่งมุ่งเน้น 4 เสาหลักสำคัญในการผลักดันระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในห่วงโซ่อุปทาน
ทว่า การจะแปลงเสาหลักเหล่านี้ให้ใช้งานได้จริง จำเป็นต้องรื้อคิดใหม่ตั้งแต่กระบวนการเลือกวัสดุไปจนถึงจุดสิ้นสุดอายุขัยของเสื้อผ้า โดยมี 3 แนวทางหลักในการแก้ไขวิกฤตินี้
ทำให้โมเดลหมุนเวียนแข่งขันด้านต้นทุนได้
มาตรการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) จะช่วยดึงต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาคำนวณรวมในราคาขายจริง แต่เนื่องจากกระบวนการรีไซเคิล ซ่อมแซม และอัปไซเคิลเสื้อผ้ามีความซับซ้อนและต้องใช้แรงงานคนสูง จึงสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (Economies of Scale) ได้ยาก
มูลนิธิ Ellen MacArthur จึงเสนอให้ภาครัฐใช้มาตรการทางภาษี เช่น การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการขายต่อและการซ่อมแซมเสื้อผ้า ควบคู่กับการใช้ "พาสปอร์ตดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์" (Digital Product Passport) เพื่อให้หน่วยงานและผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและองค์ประกอบวัสดุของเสื้อผ้าแต่ละชิ้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดมือสองและธุรกิจซ่อมแซม
สร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition)
ให้แรงงาน ในซีกโลกใต้ ห่วงโซ่คุณค่าเสื้อผ้าวนรอบมักพึ่งพาเครือข่ายรายย่อยและแรงงานนอกระบบ ซึ่งมักทำงานในบ้านโดยขาดมาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดี ประเทศชิลีจึงได้นำระบบรับรองสมรรถนะแรงงาน (Chile Valora) มาใช้ เพื่อให้ช่างฝีมือและผู้รีไซเคิลอิสระสามารถรับรองความรู้และขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นทางการ โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทรีไซเคิลที่เข้าร่วมโครงการ EPR จะต้องจ้างงานผู้รีไซเคิลจากบัญชีทางการนี้เท่านั้น โดยที่ตัวแรงงานไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม
พัฒนาสิ่งทอชีวภาพรุ่นใหม่ (Bio-based Textiles)
วัสดุชีวภาพจากธรรมชาติถือเป็นอนาคตที่สดใส หากมาจากแหล่งกำเนิดที่ฟื้นฟูได้และออกแบบมาให้ทนทาน ปลอดภัยต่อมนุษย์และโลก ตัวอย่างเช่น สตาร์ทอัพอย่าง Spora Biotech ที่พัฒนา "Sporatex" หนังเทียมจากเห็ดรา หรือ Desserto จากเม็กซิโก ที่คิดค้นหนังวีแกนจากกระบองเพชรสายพันธุ์น็อปปาล (Nopal) ซึ่งใช้น้ำฝนและแร่ธาตุตามธรรมชาติในการเจริญเติบโต พร้อมทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนชั้นดี
สถานการณ์ในประเทศไทย ก้าวสู่ความท้าทายจัดการขยะสิ่งทอ
สำหรับประเทศไทย ปัญหาขยะสิ่งทอก็ทวีความรุนแรงขึ้นไม่แพ้กัน อ้างอิงข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและภาคประชาสังคมระบุว่า ในแต่ละปีคนไทยสร้างขยะเสื้อผ้าและสิ่งทอรวมกันนับแสนตัน โดยส่วนใหญ่จบลงที่การฝังกลบหรือถูกเผาทำลายสร้างมลพิษทางอากาศ
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มตื่นตัวและขยับขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งแบรนด์แฟชั่นท้องถิ่นที่หันมาใช้ผ้าฝ้ายรีไซเคิล โครงการรับบริจาคเสื้อผ้าเก่าเพื่อนำไปแปรรูปเป็นพลังงานหรือวัตถุดิบก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพและวิสาหกิจชุมชนที่เริ่มนำเทคโนโลยีอัปไซเคิลมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเสื้อผ้ามือสอง
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงต้องการนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ เช่นเดียวกับมาตรการ EPR ที่กำลังผลักดันในระดับสากล เพื่ออุดรูรั่วของระบบจัดการขยะสิ่งทอ และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงแรงงานในห่วงโซ่อุปทานรีไซเคิลของไทย ได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีโซลูชันใดแก้ปัญหาได้โดยลำพัง นวัตกรรมวัสดุชีวภาพจะไม่สามารถเติบโตได้หากขาดนโยบายราคาที่จูงใจ และกฎหมายสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นเพียงแค่กระดาษ หากขาดการติดตามและระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างแท้จริง การปรับตัวของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยและโลกใน พ.ศ. 2569 นี้ จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอดเดียวที่เหลืออยู่
ที่มา : Maximiliano Frey



