วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

ญี่ปุ่นโชว์ไอเดียเจ๋ง เปลี่ยน 'ป่าไผ่รก' ให้เป็นถนนลดความร้อน-อาหารสัตว์

ญี่ปุ่นแก้ปัญหาป่าไผ่รกร้างที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำมาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมใหม่

KEY POINTS

  • ญี่ปุ่นแก้ปัญหาป่าไผ่รกร้างที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำมาสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมใหม่
  • พัฒนา "ถนนคางุยะ" ซึ่งเป็นบล็อกปูพื้นจากใยไผ่ สามารถช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวถนนในฤดูร้อนได้ถึง 15 องศาเซลเซียส
  • แปรรูปไผ่เป็น "ซาซา ซิลาจ" หรืออาหารหมักสำหรับปศุสัตว์ เพื่อช่วยเสริมสุขภาพสัตว์ เพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ในประเทศ

เมื่อพูดถึง “ไม้ไผ่” หลายคนมักนึกถึงพืชสารพัดประโยชน์ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวเอเชียมาอย่างยาวนาน ทั้งใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือแม้แต่เป็นอาหารอันโอชะ แต่ในปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่พลาสติกและสินค้าราคาถูกเข้ามาแทนที่ ประกอบกับสังคมชนบทที่เข้าสู่ภาวะสูงวัย ป่าไผ่จำนวนมากในญี่ปุ่นจึงกลายเป็น “ป่าไร้การดูแล” และขยายตัวลุกลามอย่างรวดเร็ว จนพื้นที่ป่าไผ่ทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 175,000 เฮกตาร์ (หรือมากกว่าพื้นที่มหานครนิวยอร์กถึงสองเท่าตัว) สร้างปัญหาทั้งเรื่องดินถล่มและทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ

ทว่า วิกฤตินี้กำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นโอกาสครั้งใหญ่ เมื่อภาคธุรกิจและชุมชนในญี่ปุ่นลุกขึ้นมาประสานพลังกันพัฒนานวัตกรรมสุดล้ำ เพื่อชุบชีวิต “ไผ่ส่วนเกิน” ให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างลดโลกร้อนและอาหารสัตว์คาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

นวัตกรรม “ถนนคางุยะ” ลดความร้อนเมืองกรุง

จากปัญหาดังกล่าว บริษัท Nippon Kanryu Industry ในจังหวัดฟุกุโอกะ ได้คิดค้นนวัตกรรมบล็อกปูพื้นรักษ์โลกในชื่อ “Kaguya Road” (ตั้งตามนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องเจ้าหญิงไผ่) โดยนำเส้นใยไผ่จากป่าที่ขาดการดูแลมาผสมผสานกับแมกนีเซียมออกไซด์ หินแกรนิตย่อย ทรายภูเขา และวัสดุกักเก็บน้ำจากเถ้าภูเขาไฟ

ผลการทดลองน่าทึ่งพบว่า ในช่วงฤดูร้อนที่พื้นผิวถนนยางมะตอยทั่วไปมีอุณหภูมิพุ่งสูงเกือบ 60 องศา แต่นวัตกรรม Kaguya Road สามารถช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวลงได้ราว 15 องศา ยิ่งไปกว่านั้น เส้นใยไผ่ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นวัสดุคลุมดินธรรมชาติ ช่วยลดการใช้สารเคมีและลดภาระในการกำจัดวัชพืช ปัจจุบันนวัตกรรมนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากต่างประเทศ โดยบริษัทเตรียมแผนที่จะ เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกเท่าตัวภายในปี พ.ศ. 2570

แปลงร่างไผ่รกทึบ เป็นอาหารสัตว์ลดคาร์บอน

ทางด้านจังหวัดมิยาซากิ บริษัท Yamato Frontier ได้ยื่นมือเข้าแก้ไขปัญหาด้วยการเข้าไปตัดสางป่าไผ่ที่ไร้การดูแลให้ฟรี ก่อนนำมาแปรรูปเป็น “ซาซา ซิลาจ” (Sasa Silage) หรืออาหารหมักจากไผ่เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์และปุ๋ยอินทรีย์

ด้วยกระบวนการบดไผ่ผสมกากน้ำตาล ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยกรดแลคติก ช่วยเสริมสร้างสุขภาพลำไส้ให้แก่ปศุสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ทดลองเปลี่ยนมาใช้อาหารเสริมนี้ระบุว่า สัตว์มีระบบย่อยอาหารที่ดีขึ้น ขับถ่ายมีประสิทธิภาพ ผลผลิตเนื้อและนมเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ในประเทศที่พึ่งพากำลังการนำเข้าซึ่งมีอัตราพึ่งพาตนเองเพียงประมาณ 20% เท่านั้น โดยโครงการนี้ได้ทำข้อตกลงร่วมมือกับเทศบาลท้องถิ่นแล้วถึง 15 แห่ง

ถอดบทเรียนญี่ปุ่น สู่ความท้าทายและการจัดการป่าไผ่ในประเทศไทย

สถานการณ์ของป่าไผ่ในประเทศไทยก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน แม้ประเทศไทยจะมีพื้นที่ป่าธรรมชาติและป่าผสมผลัดใบที่มีไผ่ขึ้นอยู่หนาแน่น รวมถึงมีการนำไผ่มาประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตมาเนิ่นนาน เช่น การบริโภคหน่อไม้ งานจักสาน และการก่อสร้าง แต่ในหลายพื้นที่ก็ประสบปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ตลอดจนปัญหาไฟป่าหมอกควันและการเผาทำลายพื้นที่เกษตรกรรม

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและภาคประชาสังคมของไทยเริ่มตื่นตัวในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ผืนป่าตะวันตก ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกไผ่เศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ป่า หรือโมเดลการทำเกษตรผสมผสานตามแนวทาง “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ที่สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไผ่เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน พร้อมกับแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้จากไผ่มาทำเป็นถ่านชีวภาพ (Biochar) เพื่อช่วยดูดซับสารพิษและปรับปรุงคุณภาพดิน

การที่ญี่ปุ่นสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษาเพื่อแปลงทรัพยากรที่เคยสร้างปัญหาให้กลายเป็นสินค้านวัตกรรมมูลค่าสูง (เช่น วัสดุปูพื้นลดความร้อนและอาหารสัตว์คาร์บอนต่ำ) จึงถือเป็นโมเดลต้นแบบที่สะท้อนให้เห็นว่า ทรัพยากรธรรมชาติหากได้รับการบริหารจัดการด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ก็สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับมูลค่าเศรษฐกิจฐานรากในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ที่มาWorld Economic Forum