ในวันที่วิกฤติสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลกระทบต่อ "เงินในกระเป๋า" และเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผลการศึกษาจากธนาคารโลก (World Bank) เตือนชัดว่า หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด โลกร้อนอาจฉุดให้ GDP ของไทยลดลงถึง 14% ภายในปี 2050 และจะทำให้การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งขึ้น
ท่ามกลางความท้าทายนี้ ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัย ได้เปิดเผยรายงาน Thailand Climate Finance กล่าวในงาน กล่าวในงานเปิดตัวข้อมูล Climate Finance Tracker 2026 ว่าเป็นปีที่ 2 แล้วที่ติดตามว่า "เงินทุนไหลมาจากไหนและไปที่ไหน" ผ่านเครื่องมือ Climate Finance Tracker ซึ่งพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าประเทศไทยเริ่มขยับตัวจากแค่ "พูด" มาเป็นการ "เริ่มทำจริง" แล้ว
ส่องตัวเลข 2 ล้านล้าน
ใครคือผู้เล่นหลัก? จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2561 จนถึง พ.ค. 2569 พบว่าประเทศไทยมีเม็ดเงินลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) รวมแล้วกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยมี ภาคเอกชนเป็นหัวหอกหลัก คิดเป็นสัดส่วนถึง 67% ของเงินทุนทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบริษัทเอกชนและธนาคารพาณิชย์
เม็ดเงินเหล่านี้ไหลไปที่ไหน?
ข้อมูลระบุว่ากว่า 2 ใน 3 กระจุกตัวอยู่ใน 2 ภาคส่วนหลัก คือ ภาคพลังงาน และ ภาคการขนส่ง โดยโครงการยอดนิยมคือ โซลาร์เซลล์ (Solar PV) และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการลงทุนสูง
"How Much" เห็นแล้ว... แต่ "How Well" ทำได้ดีแค่ไหน?
แม้ตัวเลขการลงทุนจะดูสูง แต่คำถามสำคัญที่ TFNT ชวนคิดต่อคือ เราลงทุนได้มีประสิทธิผล (Effectiveness) หรือยัง? ทีมวิจัยได้นำเกณฑ์ Abatement Cost หรือต้นทุนสุทธิในการลดก๊าซเรือนกระจก 1 ตัน มาเป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่า
สิ่งที่น่ากังวลคือ ลำดับความสำคัญในการลงทุน ตัวอย่างเช่น
- โซลาร์เซลล์: มีความคุ้มค่าสูงสุดและมีเงินไหลเข้ามากที่สุดถึง 3 แสนล้านบาท
- เทคโนโลยีต้นทุนสูง: พบว่ามีการลงทุนในโรงไฟฟ้าไฮโดรเจน (Hydrogen Co-firing) ไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท ทั้งที่ยังมีต้นทุนสูงกว่าเทคโนโลยีอื่นหลายเท่าตัว
- ช่องโหว่โครงสร้างพื้นฐาน: เราลงทุนผลิตรถ EV และแบตเตอรี่มหาศาล แต่กลับมีเงินลงทุนใน สถานีชาร์จ (EV Charging Station) เพียง 12.7 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของงบขนส่งเท่านั้น เช่นเดียวกับภาคพลังงานที่มีการลงทุนใน สายส่ง (Transmission) และระบบกักเก็บพลังงานเพียง 0.06% ซึ่งอาจทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไปต่อได้ไม่ไกล
ทางออกและข้อเสนอแนะ
ปรับทิศทางการลงทุน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเกิดประโยชน์สูงสุด TFNT ได้เสนอแนวทางให้ภาครัฐและเอกชนปรับตัว
- ภาครัฐควรใช้ Abatement Cost เป็นเกณฑ์: ในการตัดสินใจเลือกโครงการลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทลดก๊าซเรือนกระจกได้คุ้มค่าที่สุด
- มาตรการราคาคาร์บอน (Carbon Pricing): ผลักดันภาคบังคับเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมตระหนักถึงผลกระทบและเร่งปรับตัว
- ลดต้นทุนทางการเงิน: เสนอให้สถาบันการเงินพิจารณาลดค่าน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weight) สำหรับสินเชื่อสีเขียว เพื่อจูงใจเอกชนให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น
- On-bill Financing: นโยบายที่ช่วยให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น โดยผ่อนชำระผ่านบิลค่าไฟฟ้า เพื่อกระจายการลงทุนสู่ระดับประชาชน
งานวิจัยนี้สะท้อนว่า แม้ไทยจะเริ่มเดินหน้าด้วยเม็ดเงินมหาศาล แต่การจะไปให้ถึงเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน เราอาจต้องหยุดเช็กสักนิดว่า "เงินที่จ่ายไปนั้น แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด หรือแค่เป็นการลงทุนที่มองเห็นแต่ผลลัพธ์ระยะสั้น" โดยทิ้งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นไว้ข้างหลัง



