“ภาวะโลกร้อน” และ “คลื่นความร้อนรุนแรง” ในกรุงลอนดอนส่งผลให้ดินเหนียวใต้เมืองหดตัวอย่างหนัก นำไปสู่ปัญหา “บ้านทรุดตัว” และผนังแตกร้าว กระทบที่อยู่อาศัยหลายล้านหลัง ขณะที่ยอดเคลมประกันพุ่งสูงขึ้นและผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
KEY POINTS
- คลื่นความร้อนทำให้ชั้นดินเหนียวใต้กรุงลอนดอนซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำเกิดการหดตัว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฐานรากของอาคารทรุดตัวและเกิดรอยร้าว
- อาคารเก่าแก่ที่มีฐานรากตื้น โดยเฉพาะบ้านที่สร้างก่อนปี 1945 เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด โดยมีรากต้นไม้ที่ดูดน้ำใต้ดินในช่วงอากาศแห้งแล้งเป็นอีกปัจจัยเร่งให้ดินหดตัว
- ปัญหาดินทรุดตัวส่งผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรง ทำให้มูลค่าบ้านลดลง และสร้างภาระให้บริษัทประกันภัยที่ต้องจ่ายค่าชดเชยสูงขึ้น จนอาจนำไปสู่การปฏิเสธความคุ้มครองในอนาคต
ฤดูร้อนปี 2026 กรุงลอนดอนเจออุณหภูมิพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้บ้านเรือนหลายล้านหลังทั่วเมืองหลวงและพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหราชอาณาจักร เจอกับปัญหารอยร้าวแบบซิกแซกตามผนังบ้าน ประตูตก เปิดได้ยาก และกรอบหน้าต่างบิดเบี้ยว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณเตือนของปัญหา “บ้านทรุด”
กรุงลอนดอนตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียว ที่มีคุณสมบัติเหมือนฟองน้ำ โดยจะพองตัวและขยายใหญ่ขึ้นเมื่อได้รับความชื้น แต่จะสูญเสียน้ำและหดตัวอย่างรุนแรง เมื่อเจออากาศร้อนและแห้งแล้ง ซึ่งเรียกว่า “ปรากฏการณ์การหดตัวและพองตัวของดิน” (Shrink-swell) หากปรากฏการณ์นี้ เกิดขึ้นอย่างไม่สม่ำเสมอใต้ฐานรากของอาคาร จะส่งผลให้โครงสร้างบ้านถูกดึงรั้งลงมาจนเกิดการทรุดตัวและแตกร้าวในที่สุด
นอกจากสภาพอากาศแล้ว ต้นไม้และพืชพรรณรอบที่อยู่อาศัยยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ดินหดตัวเร็วขึ้น เมื่ออากาศร้อนจัด รากของต้นไม้จะชอนไชลึกล้ำยิ่งขึ้น เพื่อดูดซึมน้ำจากดินชื้นใต้ฐานรากบ้านเรือน การสูญเสียความชื้นใต้พื้นดินอย่างรวดเร็วจากการดูดของรากไม้ จึงส่งผลให้ดินใต้ตัวบ้านยิ่งแห้งแล้งและหดตัวรุนแรงขึ้นไปอีก
อาคารเก่าแก่ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะบ้านสไตล์วิกตอเรีย และเอ็ดเวิร์ดที่สร้างขึ้นก่อนปี 1945 ซึ่งมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของบ้านเรือนทั้งหมดในกรุงลอนดอน ซึ่งถูกสร้างบนชั้นดินเหนียวระดับบนโดยมีฐานรากที่ไม่ลึกนัก ในทางกลับกัน อาคารสำนักงานสมัยใหม่ในเขตนครลอนดอน และย่านคานารี วอร์ฟ มีรากฐานลงไปลึกกว่า ทำให้เจอความเสี่ยงน้อยกว่า
ข้อมูลจากบริษัทประกันภัย Aviva ชี้ว่า ตัวอาคารและที่อยู่อาศัยเกือบทั้งหมดใน ย่านเคนซิงตัน, เชลซี และย่านเวสต์มินสเตอร์ อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องบ้านทรุดตัว นอกเหนือจากนี้ รายงานของสถาบันสำรวจธรณีวิทยาแห่งอังกฤษ (BGS) ยังระบุถึงพื้นที่เสี่ยงสูงอื่น ๆ เช่น ย่านแคมเดน ย่านอิสลิงตัน และย่านบาร์เนต
ออตโซ ลาห์ติเนน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทวิศวกรรม Geobear ซึ่งรับหน้าที่ซ่อมแซมความเสียหายจากดินทรุดตัว กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้มันบ้ามาก มันกำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ และมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วง 20–30 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงมาก และเป็นความเสี่ยงที่คนที่คิดจะซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ไม่อาจมองข้ามได้”
จากแบบจำลองอนาคตตามสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของสถาบันสำรวจธรณีวิทยาแห่งอังกฤษ พบว่า อังกฤษจะเผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งแล้งขึ้น พร้อมกับฤดูหนาวที่อุ่นและชื้นขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ โดยหากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับปานกลาง 26% ของบ้านเรือนในกรุงลอนดอนจะได้รับผลกระทบภายในปี 2070 และหากการปล่อยก๊าซคาร์บอนอยู่ในระดับสูง ตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง 54% หรือราว 2.5 ล้านหลังคาเรือน
วิกฤติดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคธุรกิจประกันภัย ข้อมูลจากสมาคมผู้รับประกันภัยแห่งอังกฤษ (ABI) เปิดเผยว่า ในปี 2025 อุตสาหกรรมประกันภัยต้องจ่ายเงินชดเชยจากปัญหาดินทรุดตัวสูงถึง 415 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสที่สองของปี 2026 ยอดชดเชยยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง โดยมีค่าเฉลี่ยการเคลมต่อครัวเรือนสูงถึง 27,200 ดอลลาร์สหรัฐ
หลุยส์ คลาร์ก ผู้จัดการฝ่ายนโยบายประกันภัยทั่วไปของ ABI ให้ความเห็นว่า สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งอย่างสุดขั้วจะส่งผลให้มีจำนวนการเคลมประกันภัยจากปัญหาบ้านทรุดตัวเพิ่มมากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่ ลอรา ฮิวจ์ส หัวหน้างานของ ABI ยืนยันเช่นกันว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อดินและบ้านเรือนนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและไม่สามารถปฏิเสธได้
บรูเนลลา บัลซาโน อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโครงสร้างจากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ อธิบายถึงการรับมือปัญหานี้ว่า “เมื่อพิจารณาความเสี่ยงบ้านทรุด มีสองปัจจัยคือความเปราะบางของตัวอาคารและตัวภัยคุกคามเอง ซึ่งในกรณีของแผ่นดินทรุดตัวจากความร้อน วิศวกรไม่สามารถแก้ไขที่ตัวภัยคุกคามได้ เพราะเราไม่สามารถลบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกไปได้” ดังนั้น วิศวกรจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การเสริมความแข็งแรงของตัวอาคารแทน
การแก้ไขปัญหาโครงสร้างมีตั้งแต่การตัดต้นไม้ การสร้างแผงกั้นรากไม้ ไปจนถึงวิธีการเสริมฐานรากใต้ดิน ด้วยการอัดคอนกรีตลงใต้ฐานรากบ้าน แต่วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 27,000-135,000 ดอลลาร์ต่อหลัง อีกทั้งสมาคมช่างก่อสร้างมืออาชีพเตือนว่า ปัญหาแผ่นดินทรุดสามารถลดมูลค่าของบ้านลงได้สูงถึง 25%
บ็อบ กิ๊บสัน ผู้อำนวยการบริษัท Building & Structural Consultants ซึ่งทำงานด้านปัญหาดินทรุดมานานกว่า 40 ปี ชี้ว่า ปัจจุบันบริษัทประกันภัยเริ่มปรับเพิ่มเบี้ยประกันขึ้นอย่างมหาศาล หรือยกเลิกการต่ออายุความคุ้มครองเรื่องแผ่นดินทรุดตัว และในอนาคตบริษัทประกันภัยอาจไม่รับประกันปัญหาบ้านทรุดอีกต่อไป
ด้าน เชอร์รี ชาน หุ้นส่วนจากบริษัท Deloitte เตือนว่า ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญทางภูมิอากาศ ที่ทำให้บริษัทประกันภัยบ้านในสหราชอาณาจักรเสี่ยงต่อการขาดทุน
นอกจากนี้ ซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ได้เตือนว่า ทางเมืองอาจต้องพึ่งพาเงินทุนจากนักลงทุนภาคเอกชน เพื่อรับมือกับผลกระทบจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น โดยคาดว่ากรุงลอนดอนอาจต้องใช้งบประมาณสูงถึงปีละ 48,724 ล้านดอลลาร์ไปจนถึงทศวรรษ 2050 ในการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แม้ว่าปัญหาบ้านทรุดตัว อาจดูไม่รุนแรงเท่าภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่หรือไฟป่า แต่มันได้กลายเป็นภัยเงียบที่สร้างความวิตกกังวล และภาระทางการเงินมหาศาลแก่ประชาชน ตราบใดที่สภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไป ดินเหนียวใต้กรุงลอนดอนจะยังคงขยับและหดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤติภูมิอากาศได้ก้าวเข้ามาสั่นคลอนรากฐานชีวิตและความมั่นคงของที่อยู่อาศัย ในใจกลางเมืองหลวงของอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา: Clean Technica, CNN, Independent, The Guardian, Weather




