ในอดีต “ทะเลอารัล” เคยเป็นแหล่งน้ำจืดในแผ่นดินที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนในตะวันออกกลาง ทว่าในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้สูบน้ำออกไปจนเกือบแห้งเพื่อทำไร่ฝ้าย เหลือทิ้งไว้เพียงที่ราบเกลือขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนมายาวนาน แต่ล่าสุดทะเลอารัลได้กลายเป็น “แหล่งปล่อยคาร์บอน” ขนาดใหญ่ของโลก
“ทะเลอารัล” ตั้งอยู่ระหว่างคาซัคสถานและอุซเบกิสถาน นับตั้งแต่ระดับน้ำทะเลเริ่มลดระดับในปี 1960 ทะเลแห่งนี้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศไปแล้วถึง 748 ล้านเมตริกตัน ซึ่งเทียบเท่าการปล่อยก๊าซของสเปนเป็นระยะติดต่อกันนานถึง 3 ปี หรือเทียบเท่ากับปริมาณการปล่อยก๊าซรวมกันในหนึ่งปีของประเทศสเปน ฝรั่งเศส และเบลเยียม ตามข้อมูลจากการวิจัยของศูนย์เพื่อการศึกษาระดับสูงแห่งบลาเนส (CEAB-CSIC)
การค้นพบนี้เป็นการตอกย้ำว่า เมื่อพื้นที่ชุ่มน้ำหายไป จะทำให้สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก และเปลี่ยนสถานะจากแหล่งกักเก็บคาร์บอนมาเป็นผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ โดยราฟาเอล มาร์เซ หัวหน้าคณะวิจัย เปรียบเทียบว่า พื้นทะเลที่แห้งขอดทำหน้าที่เป็น “ระเบิดคาร์บอน”
เครดิตภาพ: Google Earth
แหล่งกักเก็บกลายเป็นแหล่งปลดปล่อยคาร์บอน
ต้นตอของโศกนาฏกรรมนี้ย้อนกลับไปในทศวรรษที่ 1960 เมื่อรัฐบาลของสหภาพโซเวียต ภายใต้การนำของ “นีกีตา ครุชชอฟ” และ “เลโอนิด เบรจเนฟ” ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นน้ำจากแม่น้ำสองสายหลักคือ “แม่น้ำอามูดาร์ยา” และ “แม่น้ำซีร์ดาร์ยา” เพื่อนำไปใช้ในโครงการชลประทานปลูกฝ้ายขนาดใหญ่ในพื้นที่ทะเลทราย จนไม่มีน้ำไหลเข้าทะเลอารัล ทำลายสมดุลทางอุทกวิทยาที่ละเอียดอ่อนไปโดยสิ้นเชิง
“นี่คือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างจงใจ เพราะนักภูมิอากาศวิทยาชาวรัสเซียในตอนนั้น รู้ดีว่าการกระทำนี้จะทำทะเลสาบแห้งเหือด ก่อให้เกิดความระส่ำระสายทางสังคมครั้งใหญ่ แต่พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะสังเวยมัน” มาร์เซกล่าว
ตามปรกติแล้ว ทะเลสาบจะทำหน้าที่เป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” ที่มีประสิทธิภาพ โดยตะกอนใต้น้ำจะช่วยกักเก็บสารอินทรีย์ที่พัดพามาจากแม่น้ำไว้ได้นานนับพันปี มาร์เซอธิบายว่า “ตราบเท่าที่น้ำยังท่วมขัง ตะกอนจะถูกแยกออกจากออกซิเจนในอากาศ ทำให้คาร์บอนถูกฝังอยู่อย่างปลอดภัยใต้น้ำ”
ทว่าเมื่อน้ำแห้งขอด ออกซิเจนจะแทรกซึมลงสู่ตะกอนที่เคยชุ่มน้ำ และไปกระตุ้นชุมชนจุลินทรีย์ให้ตื่นขึ้นจากการจำศีล ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะเริ่มย่อยสลายอินทรียวัตถุที่สะสมมานานหลายปีทันที และเปลี่ยนให้กลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนที่ระเหยสู่ชั้นบรรยากาศ
ข้อมูลการวิจัยระบุว่า อัตราการปล่อยก๊าซจะสูงที่สุดในช่วง 15 ปีแรกหลังจากพื้นที่นั้นแห้งขอด ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงตามกาลเวลา นอกจากนี้ คณะวิจัยยังพบว่าเกือบ 20% ของการปล่อยก๊าซมาจาก “พายุฝุ่น” ที่พัดพาตะกอนดินที่ปนเปื้อนคาร์บอนให้ฟุ้งกระจายไปไกล
นักวิจัยเดินทางไปพื้นที่แห้งแล้งที่เคยเป็นก้นทะเล จากนั้นใช้วิธีการ “แทนที่ช่องว่างด้วยเวลา” (Space-for-time substitution) โดยการเก็บตัวอย่างดินจากขอบทะเลสาบเดิมไล่เข้าไปสู่ใจกลาง ซึ่งแต่ละจุดจะบอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัยที่น้ำแห้งไปต่างกัน
นูเรีย กาตาลัน นักวิจัยร่วมจาก CEAB-CSIC ระบุว่า “วัฏจักรคาร์บอนมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จนตอนนี้แมบไม่มีเหลืออยู่ในบัญชีสภาพภูมิอากาศเลย” เธอยังเสริมว่ารัฐบาลทั่วโลกยังไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ เนื่องจากทีมวิจัยต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการขอทุนจากรัฐบาลสเปนถึง 4 ปี
ทางด้าน ซาเรียน คอสเทน ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาทางน้ำ จากมหาวิทยาลัยรัดเบาด์ ซึ่งไม่ได้ร่วมในงานวิจัยนี้ ให้ความเห็นว่า “มันเป็นวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจและสมเหตุสมผลมาก แต่มันก็น่าหดหู่ใจเสมอที่ได้เห็นภาพพื้นผิวน้ำที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องแบบนั้น”
ขณะที่ โซเรน บราเธอร์ส นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต กล่าวว่า “มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จำนวนมากที่ออกมาจากพื้นดินโดยที่ไม่มีใครนับ” และเขาเตือนว่าหากเรายังคงทำให้ทะเลสาบแห้งลงเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา
หายนะที่เกิดขึ้นในทะเลอารัลเป็นภาพสะท้อนของ “วิกฤติการปล่อยก๊าซจากพื้นที่แห้งขอด” (Dry Flux) ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ทะเลสาบปูโป ในโบลิเวีย, ทะเลสาบชาด ในแอฟริกา, ทะเลสาบเกรตเซอลต์ ในสหรัฐ และที่น่ากังวลที่สุดคือ “ทะเลแคสเปียน” ที่อาจแห้งขอดในสเกลที่ใหญ่กว่าทะเลอารัลถึง 4 เท่าภายในสิ้นศตวรรษนี้
แม้อนาคตจะดูมืดมน แต่นักวิจัยชี้ว่ายังมีคาร์บอนอีกประมาณ 605 ล้านตันที่ยังถูกฝังอยู่ใต้อดีตก้นทะเลอารัลและยังไม่ถูกปล่อยออกมา ซึ่งมาร์เซมองว่านี่คือโอกาสสุดท้ายในการยับยั้ง “ระเบิดเวลา” นี้ โดยการนำน้ำกลับคืนสู่พื้นที่เพื่อปิดทับคาร์บอนเหล่านั้นไว้ไม่ให้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน
คณะวิจัยได้เสนอทางออกเชิงเศรษฐศาสตร์ผ่านกลไก “คาร์บอนเครดิต” โดยประเมินว่าหากมีการลงทุนราว 9,700 ล้านดอลลาร์ เพื่อปรับปรุงระบบชลประทานที่สูญเสียน้ำไปอย่างไร้ประสิทธิภาพกว่า 90% จะสามารถฟื้นฟูพื้นที่ทะเลสาบได้ถึง 50% ของขนาดเดิมในปี 1960 และสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตเพื่อการซื้อขายในตลาดโลกได้
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยหลักที่น่ากังวล เนื่องจากแม่น้ำที่ไหลเข้าสู่ทะเลสาบต้องผ่าน 7 ประเทศ การจะนำน้ำกลับมาต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่สูงมากเพื่อโน้มน้าวให้แต่ละประเทศลดการใช้น้ำในการเกษตร แต่มาร์เซเชื่อว่าแรงจูงใจทางการเงินจากคาร์บอนเครดิตอาจเป็นตัวเปลี่ยนเกม
มาร์เซทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า การคืนน้ำให้ทะเลอารัลสามารถช่วยยับยั้งไม่ให้สัตว์หายากต่าง ๆ สูญพันธุ์ และยังช่วยต่อลมหายใจให้ชุมชน ที่สำคัญยังเป็นทางออกในการช่วยลดโลกร้อน “หากเรารีบฟื้นฟูทะเลอารัล ทะเลอารัลก็ยังมีหวัง อย่างน้อยมันก็คือโอกาสที่ดีที่สุดที่เรามีในตอนนี้” เขายืนยัน
ที่มา: ara, Bioengineer, El Pais, Grist


