วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

วิกฤติขาดแคลน ‘น้ำจืด’ แม่น้ำทั่วโลกแห้งสุดในรอบ 35 ปี วัฏจักรน้ำเปลี่ยน

WMO เผยปี 2025 วัฏจักรน้ำโลกผันผวนหนักจากภูมิอากาศและเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้พื้นที่ 42% มีน้ำจืดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แม่น้ำแห้งแล้งสุดในรอบ 35 ปี น้ำใต้ดินและธารน้ำแข็งละลายร่อยหรอต่อเนื่อง เกิดภัยแล้งสลับน้ำท่วมรุนแรงทั่วโลก กระทบเศรษฐกิจและความมั่นคง

KEY POINTS

  • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่าวัฏจักรน้ำของโลกกำลังผันผวนอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วมสลับกันไปมาทั่วโลก
  • ปี 2025 ถือเป็นปีที่แม่น้ำทั่วโลกแห้งแล้งที่สุดในรอบกว่า 35 ปี โดยมีพื้นที่ลุ่มน้ำเพียง 36% ที่มีอัตราการไหลของน้ำอยู่ในระดับปกติ
  • ปริมาณน้ำจืดสำรองในแผ่นดิน ทั้งน้ำใต้ดินและธารน้ำแข็ง ลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าแหล่งน้ำสำรองของโลกกำลังถูกนำมาใช้จนร่อยหรอ

รายงาน “สถานการณ์ทรัพยากรน้ำโลกประจำปี 2025” ของ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าวัฏจักรน้ำ” (Water Cycle) ของโลกกำลังเผชิญกับภาวะผันผวนและคาดเดาได้ยาก อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เข้ามารบกวนระบบการหมุนเวียนของน้ำตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดการเหวี่ยงสลับอย่างรุนแรงระหว่างสภาวะแห้งแล้งจัดและน้ำท่วมฉับพลันทั่วทุกมุมโลก

ข้อมูลจากการสำรวจด้วยดาวเทียมและแบบจำลองทางอุทกวิทยาพบว่า ปริมาณกักเก็บน้ำจืดในแผ่นดิน ซึ่งรวมถึงน้ำในแม่น้ำ ลำธาร ทะเลสาบ น้ำใต้ดิน ความชื้นในดิน หิมะ และน้ำแข็งทั่วโลก ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงปี 2014–2016 โดยในปี 2025 พื้นที่ถึง 42% ของโลกมีระดับการกักเก็บน้ำจืดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแหล่งน้ำสำรองของโลกกำลังถูกดึงมาใช้จนร่อยหรอลงไปทุกขณะ

เซเลสเต เซาโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกล่าวว่า “ส่วนประกอบบางอย่างของวัฏจักรน้ำ เช่น หยาดน้ำฟ้าและน้ำในแม่น้ำ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่แหล่งน้ำสำรอง เช่น น้ำใต้ดินและธารน้ำแข็ง กลับเปลี่ยนแปลงช้า ซึ่งปรกติแล้วแหล่งน้ำสำรองต้องทำหน้าที่เป็น บัญชีออมทรัพย์ แต่ในปัจจุบัน พวกเรากำลังใช้จ่ายและถอนเงินออกจากบัญชีออมทรัพย์นั้นจนหมดสิ้น”

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของแม่น้ำทั่วโลก รายงานระบุว่าปี 2025 แม่น้ำแห้งแล้งที่สุดในรอบกว่า 35 ปี โดยมีเพียง 36% ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั่วโลกเท่านั้น ที่มีอัตราการไหลของน้ำอยู่ในระดับปรกติ ในขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำอีก 36% มีปริมาณน้ำไหลต่ำกว่าเกณฑ์ปรกติมาก และมีพื้นที่ลุ่มน้ำอีก 21% ที่มีปริมาณน้ำไหลสูงกว่าปกติอย่างรุนแรง

วิกฤตการณ์นี้ ถือเป็นแนวโน้มระยะยาวที่น่ากังวล เนื่องจากตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2019–2025 โลกมีจำนวนแม่น้ำที่มีอยู่ในระดับปรกติลดน้อยลงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 โดยเหลือเพียง 34-38% เท่านั้น ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตรอบสามทศวรรษ (1991–2020) ที่เคยมีสัดส่วนสมบูรณ์ถึง 46%

พื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญหลายแห่งของโลก ต้องเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งซ้ำซากต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (2021–2025) โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุ่มน้ำขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้ เช่น แม่น้ำแอมะซอน และ แม่น้ำลาปลาตา เช่นเดียวกับแม่น้ำในภูมิภาคอเมริกาเหนือ แอฟริกาตอนกลางและแอฟริกาตะวันออก เอเชียกลาง รวมถึงภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีปริมาณน้ำไหลลดลงอย่างน่าตกใจ

นอกจากนี้ ในแต่ละภูมิภาคยังมีความผันผวนของอัตราการไหลอย่างรุนแรง โดยในทวีปแอฟริกา แม่น้ำสายสำคัญอย่าง แม่น้ำไนล์ แม่น้ำคองโก และ แม่น้ำแซมเบซี  ต่างมีปริมาณน้ำไหลน้อยกว่าปรกติอย่างมาก ในขณะที่ลุ่มน้ำบางแห่ง เช่น ลุ่มน้ำเซเนกัล ลุ่มน้ำไนเจอร์ และลุ่มน้ำลิมโปโป กลับมีปริมาณน้ำไหลสูงกว่าปรกติ เช่นเดียวกับภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประสบภาวะน้ำไหลสูงจากมรสุมรุนแรง

เมื่อระดับน้ำในแม่น้ำลดลง ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นกรณีของ แม่น้ำดานูบ ในทวีปยุโรป ที่ระดับน้ำลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ในฤดูร้อน ส่งผลให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศโรมาเนียและฮังการีต้องหยุดทำงาน เนื่องจากขาดแคลนน้ำสำหรับระบบระบายความร้อน ส่วนแม่น้ำมิสซิสซิปปี ในอเมริกาเหนือ ก็เผชิญทั้งปัญหามลพิษทางเคมี ภัยแล้งสลับระลอก และการรุกรานของน้ำเค็ม

ขณะที่ “น้ำใต้ดิน” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดสำรองที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ ก็เข้าสู่ขั้นวิกฤติไม่แพ้กัน โดยพบว่าสองในสามของบ่อน้ำบาดาลที่มีการเฝ้าระวังทั่วโลก มีระดับน้ำผิดแปลกไปจากเกณฑ์ปรกติ ทำให้ภูมิภาคหลายแห่ง เช่น ตอนกลางของสหรัฐ ตะวันออกกลาง อินเดีย ละตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก และแอฟริกาใต้ เผชิญกับสภาวะพร่องของน้ำใต้ดินติดต่อกันหลายปี ซึ่งสะท้อนถึงการดึงน้ำใต้ดินมาใช้เกินขีดความสามารถในการฟื้นตัวตามธรรมชาติ

ในส่วนของพื้นที่เยือกแข็ง ธารน้ำแข็งทั่วโลกสูญเสียมวลน้ำแข็งในทุกภูมิภาคติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว เฉพาะในปี 2025 เพียงปีเดียว ธารน้ำแข็งทั่วโลกละลายและสูญเสียมวลน้ำไปมากถึงราว 400-408 กิกะตัน ปริมาณน้ำละลายดังกล่าวส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1.1 มิลลิเมตร และสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติฉับพลันในพื้นที่ตอนล่าง

ปริมาณมวลธารน้ำแข็งสะสมที่สูญเสียไปทั้งหมดในช่วงปี 2023–2025 มีปริมาณมากถึง 1,400 กิกะตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำในสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกจำนวน 560 ล้านสระ หรือคิดเป็นหนึ่งในสามของปริมาณการถอนน้ำจืดไปใช้ประโยชน์ของมนุษย์ทั่วโลกในแต่ละปี และธารน้ำแข็งในหลายภูมิภาค เช่น เอเชียกลาง แคนาดาตะวันตก และสหรัฐ ได้ก้าวข้ามจุด “น้ำหลากสูงสุด” ไปแล้ว

รายงานของ WMO ยังชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเผชิญกับภาวะ “สภาพอากาศเหวี่ยงไปมา” (Weather Whiplash) ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยชุมชนหลายแห่งไม่มีเวลาพอที่จะฟื้นตัว จากการสลับไปมาระหว่างภัยแล้งรุนแรงและอุทกภัยใหญ่ ทั้งนี้ ทวีปเอเชียและแอฟริกาเป็นสองภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางอุทกวิทยาหนักที่สุด โดยครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของเหตุการณ์รุนแรงทั้งหมด และมากกว่า 80% ของผู้เสียชีวิตสะสมในรอบ 5 ปี

ไนจีเรียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เผชิญอุทกภัยใหญ่ต่อเนื่องกันหลายปี ขณะที่มรสุมและพายุหมุนที่เกิดในเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ทั้งปี 2025 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,600 ราย ตลอดจ ส่วนเฮอริเคนเมลิสซา ที่พัดถล่มประเทศจาเมกา จนสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 41% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ปี 2025 สถานการณ์น้ำผันผวนอย่างหนัก เป็นผลมาจากการเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมี “ปรากฏการณ์ลานีญา” กำลังอ่อนในช่วงท้ายปี ผสานกับปรากฏการณ์ไดโพลของมหาสมุทรอินเดีย ตลอดจนอิทธิพลต่อเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เพิ่มความเสี่ยงของความแห้งแล้งในพื้นที่หนึ่ง ขณะเดียวกันก็เพิ่มอุทกภัยในอีกพื้นที่หนึ่ง

เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ย้ำเตือนถึงความสำคัญในการร่วมมือระหว่างประเทศว่า “ทรัพยากรน้ำไม่เคยแบ่งแยกตามพรมแดน สมดุลน้ำของลุ่มน้ำแห่งหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศต้นน้ำ เช่นเดียวกับการละลายของธารน้ำแข็งในประเทศหนึ่ง ที่กระทบต่อปริมาณน้ำของประชาชนห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร นี่คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องใช้ข้อมูลร่วมกัน มาตรฐานร่วมกัน และระบบเตือนภัยล่วงหน้าร่วมกัน”

ขณะที่ มัตเตีย ซักโก ผู้นำร่วมกลุ่มวิจัยอุทกวิทยาและระบบนิเวศน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยเคอร์ทิน กล่าวว่า “คุณภาพและปริมาณน้ำของโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศที่อ่อนแอลง และโลกที่เปราะบางยิ่งขึ้น สภาพความสมบูรณ์ของวัฏจักรน้ำโลกกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง และพวกเราต้องลงมือทำทันที”

รายงานสถานการณ์ทรัพยากรน้ำโลกปี 2025 ฉบับนี้ จึงเป็นเสียงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนทั่วโลกเร่งยกระดับความร่วมมือ รวบรวม และแบ่งปันข้อมูล ตลอดจนปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องแหล่งน้ำสำรอง ปกป้องชีวิต และสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้แก่มวลมนุษยชาติก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป


ที่มา: CNNPhysThe GuardianThe Guardian 1The Straits Times