วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

วิกฤติพลังงานโลกปี 69 'เวลา' คือต้นทุนแพงระยับ ดันยอดลงทุนพุ่ง 3.4 ล้านล้าน

จับตาผลกระทบลูกโซ่หลังปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันเม็ดเงินลงทุนพลังงานโลกทุบสถิติใหม่ ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ “อนุมัติช้า” ทำต้นทุนรัฐ-ประชาชนพุ่ง พบบิ๊กโปรเจกต์ทั่วโลกติดค้างรอเชื่อมสายส่งกว่า 2,500 กิกะวัตต์ ขณะที่ไทยเร่งเครื่องโซลาร์เซลล์-พลังงานหมุนเวียน หวังลดพึ่งพาการนำเข้า

การสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)

เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเมื่อไม่นานมานี้ ถูกนักวิเคราะห์ประเมินว่าส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่าวิกฤติการณ์น้ำมันในปี 2516 (ที่เคยทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 4 เท่าในเวลาไม่กี่เดือน) บีบให้ทั้งประเทศผู้นำเข้าและส่งออกพลังงานต้องดิ้นรนหาทางรอดด้วยการ “กระจายความเสี่ยง” ทั้งการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง หาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ไปจนถึงการหันไปหาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า ความตื่นตัวดังกล่าวจะผลักดันให้เม็ดเงินลงทุนในภาคพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 3.4 ทรินเลียนดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี พ.ศ. 2569 อย่างไรก็ตาม ปัญหาคอขวดที่แท้จริงในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของ “เงินทุน” แต่เป็นเรื่องของ “เวลา”

เวลาคือเงินล่วงหน้า ยิ่งอนุมัติช้า ประชาชนยิ่งจ่ายแพง

ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ขั้นตอนการขอใบอนุญาต (Permitting) ในโครงการพลังงานใช้เวลานานพอ ๆ กับระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างจริง และหากโครงการนั้นจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับสายส่งไฟฟ้า (Grid Connection) ระยะเวลาทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็น “สองเท่า” ทันที

"บ่อยครั้ง วิธีที่เร็วที่สุดในการเร่งเครื่องโครงการพลังงานไม่ใช่การแก้โจทย์ที่ยากที่สุด แต่คือการปลดล็อกขั้นตอนการอนุมัติใบอนุญาต ถ้าเราต้องการสร้างพลังงานในระดับราคาและปริมาณที่โลกต้องการ เราจะมองข้ามเรื่องเวลาไม่ได้" คิวานช์ ซาอิมเลอร์ (Kivanc Zaimler) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Sabanci Holding และประธานร่วมกลุ่ม Advanced Energy Solutions ของ World Economic Forum (WEF) กล่าว

ความล่าช้าชั่วตาภิไธยนี้ส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างจากมหาวิทยาลัย ETH Zurich ชี้ว่า โครงการมูลค่า 10 ล้านฟรังก์สวิส หากสร้างเสร็จใน 1 ปี จะได้ IRR อยู่ที่ 7.75% แต่ถ้าเลื่อนไปเป็น 3 ปี ผลตอบแทนจะหดลดลงเหลือ 6.9%

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ หากโครงการได้รับเงินอุดหนุน (Subsidize) จากภาครัฐ รัฐบาลอาจต้องควักเนื้อจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นถึง 50% เพื่อรักษาระดับผลตอบแทนให้นักลงทุนพอใจ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ภาระค่าใช้จ่ายนี้จะถูกผลักไปให้ผู้บริโภคผ่านทางภาษีหรือค่าไฟที่แพงขึ้น หลายประเทศเริ่มปรับตัวแล้ว เช่น ตุรกี ที่เพิ่งเปิดตัวระบบ “Super-permitting” รวมศูนย์การอนุมัติเพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและดึงดูดนักลงทุน

ความไม่แน่นอนทางการเมือง กำแพงใหญ่ของนักลงทุน

รายงาน Energy Industry Insights 2026 โดย DNV เผยผลสำรวจจากผู้นำด้านพลังงานกว่า 1,000 คนทั่วโลก พบว่า "ความเสี่ยงทางการเมือง" และ "กฎระเบียบที่ไม่นิ่ง" คืออุปสรรคอันดับ 1 และ 3 ที่ขัดขวางการลงทุน เนื่องจากโครงการพลังงานมักต้องมองกรอบเวลาระยะยาว 10–15 ปี แต่การเมืองและนโยบายกลับเปลี่ยนบ่อยตามรอบการเลือกตั้ง

ความผันผวนนี้สะท้อนชัดในดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition Index) ล่าสุดของ WEF ที่พบว่า ความพร้อมด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยเม็ดเงินลงทุนลดลง 1.8% และความมุ่งมั่นด้านกฎระเบียบและการเมืองลดลง 1.2% นอกจากนี้ ยังมีโครงการพลังงานสะอาดทั่วโลกมากกว่า 2,500 กิกะวัตต์ (GW) ที่ต้องหยุดชะงักเนื่องจากระบบโครงข่ายสายส่ง (Grid) โตไม่ทันและติดคิวยาวเหยียดในการขอเชื่อมต่อ

ตัดภาพมาที่ประเทศไทย เดินหน้าลดพึ่งพานำเข้า เร่งเครื่องโซลาร์เซลล์

สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูง (โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ LNG) ผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งขยับตัว

  • แผน PDP ฉบับใหม่: ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2024-2038) ไทยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2580 โดยเน้นหนักไปที่พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ รวมถึงเริ่มมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
  • เอกชนนำร่องลุยพลังงานสะอาด: แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยหันมาลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เองมากขึ้น เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟฟ้า (ค่า Ft) และตอบโจทย์มาตรการลดคาร์บอนระดับสากล เช่น CBAM ของยุโรป โดยไม่รอพึ่งพามาตรการสนับสนุนจากรัฐเพียงอย่างเดียว

วิกฤติการณ์พลังงานโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้นำทั่วโลก จากเดิมที่พึ่งพาการอุดหนุนราคา หันมาโฟกัสที่การ "ปฏิรูปกฎระเบียบ" และ "เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสายส่ง" เพราะในยุคที่พลังงานคือความมั่นคงของชาติ การลดขั้นตอนทางราชการและลดเวลาอนุมัติ คือวิธีลดต้นทุนที่ฉลาดและยั่งยืนที่สุดสำหรับทั้งภาครัฐและกระเป๋าเงินของประชาชน

ที่มา : World Economic Forum