เมื่อเจาะลึกไปที่เทรนด์และไส้ในของการให้คำมั่นสัญญาด้านความยั่งยืน รายงาน OECD Responsible Business Outlook 2569 ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความลักลั่นและช่องโหว่ขนาดใหญ่ในการเลือกรับและปฏิบัติตามกระแสสังคมขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลก โดยพบว่าบริษัทจดทะเบียนชั้นนำมักจะเลือกประกาศนโยบายในประเด็นที่จับต้องได้ง่าย มีเครื่องมือวัดผลที่ชัดเจน หรือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้นมากที่สุด
กระแสสังคมขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลก
จากสถิติชี้ว่า แชมป์อันดับหนึ่งที่ทุกบริษัทพากันชูเป็นธงนำคือ เรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (Anti-corruption) และแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG emissions) หรือการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งถือเป็นข้อบังคับสากลที่ตลาดทุนทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์หลักในการให้คะแนน ESG ตามมาติดๆ ด้วยประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในโรงงาน เช่น นโยบายการต่อต้านแรงงานบังคับและการใช้แรงงานเด็ก ซึ่งเป็นประเด็นที่มีกฎหมายของประเทศคู่ค้าตะวันตกคอยไล่บี้อย่างหนัก
ทว่า สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม รวมถึง OECD กำลังเป็นกังวลอย่างสุดขีด กลับเป็นประเด็น “วิกฤติเงียบ” อย่างเรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และการล่มสลายของระบบนิเวศ รายงานระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า มีบริษัทใหญ่ทั่วโลกเพียง 1 ใน 4 หรือแค่ 25% เท่านั้น ที่มีการกำหนดคำมั่นสัญญาหรือแผนงานปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม ต่ำกว่าประเด็นการลดคาร์บอนและต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเทียบไม่ติด
การเมินเฉยต่อระบบนิเวศ
การเมินเฉยต่อระบบนิเวศในครั้งนี้ ถือเป็นจุดบอดที่อันตรายที่สุดของทุนนิยมยุคใหม่ เพราะในความเป็นจริง แหล่งวัตถุดิบต้นน้ำและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร อาหาร ยา สิ่งทอ แฟชั่น หรือแม้แต่ชิ้นส่วนเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งมีมูลค่ารวมกันนับหลายล้านล้านดอลลาร์ สหรัฐ ล้วนพึ่งพิงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ แหล่งน้ำ ความสมดุลของสภาพดิน และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งสิ้น การที่ธุรกิจมองข้ามเรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างบ้านหรูบนรากฐานที่กำลังผุกร่อน
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบที่องค์กรมีต่อธรรมชาติ โดยมักมองว่าปัญหาเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นหน้าที่ขององค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งที่การสูญเสียพื้นที่ป่าและการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตกำลังส่งผลกระทบสะท้อนกลับมาเป็นต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น และความเสี่ยงในการขาดแคลนทรัพยากรอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้
OECD จึงได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่า หากภาคธุรกิจยังคงเลือกปฏิบัติเฉพาะเรื่องที่ได้หน้าหรือทำง่าย โดยละเลยการปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพเช่นนี้ ต่อให้องค์กรสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ตามเป้า หรือไม่มีการทุจริตภายใน แต่สุดท้ายระบบห่วงโซ่อุปทานโลกก็จะไม่สามารถไปต่อได้ เพราะต้นทุนทางธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจได้ล่มสลายลงไปหมดแล้ว หมดยุคของการเลือกทำเฉพาะประเด็นที่อยู่ในกระแส แต่ถึงเวลาที่บิ๊กคอร์ปทั่วโลกต้องหันมาปกป้องระบบนิเวศอย่างจริงจังก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
ที่มา : OECD


