เปลี่ยนอาคารสำนักงานและห้างร้างเป็น “ฟาร์มแนวตั้ง” เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ว่างและสร้างความมั่นคงทางอาหารในเมือง
KEY POINTS
- การเปลี่ยนตึกร้างและอาคารสำนักงานที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากโควิด-19 ให้กลายเป็น "ฟาร์มแนวตั้ง" เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ว่างและสร้างความมั่นคงทางอาหารในเมือง
- โครงสร้างของอาคารสำนักงานแบบเปิดโล่งมีความเหมาะสมในการทำฟาร์มแนวตั้งมากกว่าการดัดแปลงเป็นที่พักอาศัย เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าและไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างมากนัก
- ฟาร์มแนวตั้งในเมืองใช้เทคโนโลยีการเกษตรในสภาวะควบคุม ทำให้สามารถผลิตอาหารสดใหม่ได้ตลอดปี ช่วยลดการใช้น้ำ ลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่ง และทำให้คนในชุมชนเข้าถึงอาหารได้ง่ายขึ้น
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับ “วิกฤติตึกร้าง” เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะในสหรัฐที่มีอัตราพื้นที่ว่างสูงกว่า 20% เนื่องจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นแบบรีโมทหรือไฮบริดหลัง สถานการณ์นี้ส่งผลให้เกิดอาคารที่ถูกทิ้งร้างกระจายอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ในปัจจุบัน หนึ่งในวิธีนำอาคารสำนักงานและห้างร้างมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน คือ เปลี่ยนให้กลายเป็น “ฟาร์มแนวตั้ง”
จากตึกร้างสู่ฟาร์มใจกลางเมือง
พื้นที่ส่วนหนึ่งขนาด 6,000 ตารางเมตร ของอาคารคาลการีทาวเวอร์ ในประเทศแคนาดา ถูกเปลี่ยนเป็นฟาร์มในร่มที่ทันสมัย ซึ่งสามารถผลิตพืชพรรณได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี ผักเคลและแตงกวา ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยี กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารขนาดใหญ่ภายในเขตเมือง ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนอาหารและลดการนำเข้าสินค้าจากภายนอก
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมถึงไม่เปลี่ยนอาคารเหล่านี้เป็นที่พักอาศัย วอร์เรน เซย์ จูเนียร์ หุ้นส่วนด้านการเงินอสังหาริมทรัพย์จากบริษัท ArentFox Schiff อธิบายว่าการเปลี่ยนสำนักงานเป็นอพาร์ตเมนต์นั้นทำได้ยากกว่ามาก เพราะเมื่อต้องเปลี่ยนพื้นที่สำนักงานเป็นห้องพัก จะต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็นห้องย่อย ๆ โดยแต่ละห้องต้องมีระบบประปาเป็นของตนเอง และแสงธรรมชาติส่องถึง ซึ่งอาคารสำนักงานเหล่านี้ไม่ได้ออกมาเพื่อทำแบบนั้น
ในทางกลับกัน รูปแบบแปลนแบบเปิดของสำนักงานสมัยใหม่กลับเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการทำฟาร์มในร่ม โครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น ระบบระบายอากาศ สามารถนำมาปรับใช้เพื่อควบคุมสภาพอากาศภายในฟาร์มได้โดยไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างขนานใหญ่เหมือนการทำที่อยู่อาศัย ทำให้การเปลี่ยนสำนักงานเป็นฟาร์มเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและรวดเร็วกว่าในแง่ของการลงทุน
เครดิตภาพ: Area 2 Farms
โควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกตระหนักถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานอาหาร เมื่อการขนส่งหยุดชะงัก เมืองต่าง ๆ จึงเริ่มมองหาทางเลือกในการผลิตอาหารในท้องถิ่นเพื่อสร้างความยืดหยุ่น นโยบายการเปลี่ยนพื้นที่สำนักงานเป็นฟาร์มจึงได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะเครื่องมือในการฟื้นฟูเมืองและสร้างความมั่นคงทางอาหารไปพร้อมกัน
นอกจากอาคารในแคนาดาแล้ว เทรนด์นี้ก็กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชั้นหนึ่งของอาคารนีลส์ เอสเปอร์สัน ในเมืองฮิวสตันให้เป็นฟาร์ม หรือการเปลี่ยนอาคารพาณิชย์เก่าในรัฐเคนทักกีโดยบริษัท 80 Acres ให้กลายเป็นโรงงานผลิตพืชขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้ตึกร้างกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง
การทำฟาร์มในอาคารสำนักงานร้าง จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีเกษตรกรรมในสภาวะควบคุม ซึ่งรวมถึงระบบไฮโดรโปนิกส์ อะควาโปนิกส์ และแอโรโปนิกส์ ซึ่งช่วยให้สามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องใช้ดิน และลดการใช้ยาฆ่าแมลง โดยใช้ไฟ LED ทดแทนแสงอาทิตย์เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต
ด้วยเหตุนี้ ทำให้เกิดธุรกิจฟาร์มแนวตั้งเกิดขึ้นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ Area 2 Farms สตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกัน ที่มีโดยแนวคิด “การย้ายฟาร์ม ไม่ใช่ย้ายอาหาร” มุ่งเน้นการสร้างฟาร์มขนาดเล็กภายในรัศมี 16 กิโลเมตรจากผู้บริโภค เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งที่ยาวไกล พร้อมให้ผู้คนเข้าถึงอาหารที่สดใหม่และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
โอเรน ฟัลโควิตซ์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Area 2 Farms กล่าวว่า “แทนที่เราจะเคลื่อนย้ายอาหารไปทั่วโลก เราจะย้ายฟาร์มมาหาผู้คนแทน”
เครดิตภาพ: Area 2 Farms
Area 2 Farms ใช้เทคโนโลยี SILO ซึ่งเป็นระบบชั้นวางโมดูลาร์อัตโนมัติที่ทำงานสอดคล้องกับกลไกทางฟิสิกส์ของความร้อนภายในอาคาร ช่วยให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากหลอด LED ได้ถึง 25% และลดต้นทุนการติดตั้งระบบปรับอากาศ (HVAC) ราคาแพงลงได้ ระบบนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูง หากเจ้าของอาคารต้องการเปลี่ยนการใช้งานพื้นที่ในอนาคต ก็สามารถถอดถอนอุปกรณ์ออกได้อย่างง่ายดาย ถือเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์อสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่
นอกจากนี้ บริษัทยังแตกต่างจากฟาร์มแนวตั้งส่วนใหญ่ที่ใช้ระบบน้ำเพียงอย่างเดียว โดย Area 2 Farms เลือกใช้ดินในการปลูกพืชควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สามารถผลิตพืชที่หลากหลายรวมถึงพืชหัว เช่น แครอท มันฝรั่ง และหัวไชเท้า ส่งตรงถึงมือสมาชิกผ่านระบบตะกร้าผักรายสัปดาห์ อีกทั้งดินที่ใช้แล้วยังสามารถนำไปหมุนเวียนขายให้กับสวนชุมชนหรือโรงเรียนได้อีกด้วย
ปัจจุบันบริษัทได้รับเงินทุนสนับสนุนล่าสุดจำนวน 9 ล้านดอลลาร์ และกำลังขยายธุรกิจผ่านโมเดลแฟรนไชส์เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าในเมือง เช่น โกดังเก่า หรืออาคารสำนักงาน ให้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารที่บริหารจัดการโดยคนในชุมชนเอง โมเดลนี้มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านการเกษตรมาก่อนแต่ต้องมีทักษะทางธุรกิจ
ธุรกิจนี้ ไม่มีเพียงแต่ฟาร์มขนาดใหญ่เท่านั้น Greenspace สตาร์ทอัพจากออสเตรเลียยังนำเสนอการติดตั้งตู้ไฮโดรโปนิกส์ขนาดเล็กในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน เช่น ระหว่างลิฟต์และห้องประชุม ซึ่งช่วยให้พนักงานออฟฟิศสามารถบริโภคผักสดใหม่ได้ง่ายขึ้น และช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน
เครดิตภาพ: Area 2 Farms
อนาคตของเกษตรกรรมเมือง
ในแง่ของความยั่งยืน ฟาร์มแนวตั้งใช้น้ำได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูง เพราะใช้น้ำเพียงเศษเสี้ยวของฟาร์มปกติ แต่ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงกว่ามาก อีกทั้งยังทนทานต่อศัตรูพืชและสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ดีกว่าฟาร์มกลางแจ้ง ตามข้อมูลจากเอแวน เฟรเซอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเกลฟ์
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้ใช้ไฟฟ้ามหาศาลสำหรับระบบไฟและระบายอากาศ เฟรเซอร์ระบุว่าหากสามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานจากแหล่งหมุนเวียนได้ ฟาร์มเหล่านี้จะมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันบริษัทหลายแห่งเริ่มบูรณาการแผงโซลาร์เซลล์เพื่อแก้ปัญหานี้แล้ว
รัฐบาลท้องถิ่นหลายเมือง เช่น อาร์ลิงตัน และซินซินเนติ เริ่มปรับเปลี่ยนกฎหมายผังเมือง เพื่อให้สามารถทำฟาร์มในพื้นที่พาณิชย์ได้ ราเชล ลาเปียนา เจ้าหน้าที่จากแผนกวางแผนมณฑลอาร์ลิงตัน กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเครื่องมือเพิ่มเติมในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สำนักงานที่ว่างเปล่า และช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของเมือง”
นอกจากการเปลี่ยนตึกร้างจะช่วยสร้างพื้นที่สีเขียวให้เมืองแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนของสดในชุมชนรายได้น้อย ไมค์ จอห์นสัน เกษตรกรในเมืองจากOur Farm DC เชื่อว่าเกษตรกรรมแนวตั้งจะช่วยกระจายอำนาจการผลิตอาหารและทำให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม
การเปลี่ยนตึกร้างเป็นฟาร์มแนวตั้ง นับเป็นทางออกที่ชาญฉลาดสำหรับวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และความมั่นคงทางอาหารในอนาคต แม้จะยังมีความท้าทายด้านต้นทุนพลังงานและข้อจำกัดของชนิดพืชที่ปลูกได้ แต่ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ฟาร์มเหล่านี้จะกลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน
ที่มา: BBC, Context, E - The Environmental Magazine, Fast Company, Happy Eco News, Horti Daily





