วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'ท่องเที่ยวโลก' เลิกง้อตัวเลขโตทะลุเป้า หันชูเทรนด์รักษ์โลก-ชุมชนยั่งยืน

ภาพจำตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คือการแข่งขันกันทำลายสถิติ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามา เม็ดเงินสะพัด หรือสัดส่วนจีดีพีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

หากมองผ่านเลนส์เดิม ๆ อนาคตของภาคท่องเที่ยวโลกนับว่าสดใสอย่างไร้ที่ติ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2577 (ค.ศ. 2034) มูลค่าทางเศรษฐกิจของธุรกิจท่องเที่ยวทั่วโลกจะพุ่งสูงถึง 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และรองรับนักเดินทางมากถึง 3 หมื่นล้านคนต่อปี ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าท่องเที่ยวคือเครื่องยนต์หลักในการสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ… แรงขับเคลื่อนอันมหาศาลนี้กำลังนำมาซึ่งแรงกดดันครั้งใหญ่ หลายจุดหมายปลายทางเริ่มเผชิญภาวะ "ทัวร์ล้นเมือง" (Overtourism) จนเกิดความขัดแย้งระหว่างคนในพื้นที่กับนักท่องเที่ยว ระบบนิเวศเสื่อมโทรม การขาดแคลนแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานรองรับไม่ไหว รวมถึงความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

จากเน้น "ปริมาณ" สู่ความ "ยั่งยืน"

วิกฤติที่เกิดขึ้นไม่ได้ลดทอนความสำคัญของการท่องเที่ยวลงเลย แต่มันกำลังเปลี่ยนนิยามคำว่า “ความสำเร็จ” เสใหม่ ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเริ่มหันมาโฟกัสเรื่องความอยู่ดีมีสุขของชุมชน (Community Wellbeing) การดูแลสิ่งแวดล้อม และความยืดหยุ่นในระยะยาว แทนที่จะมุ่งมั่นหาทางดึงดูดคนเข้ามาให้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว โจทย์ใหม่คือจะทำอย่างไรให้การเติบโตนี้สร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ทุกฝ่าย

ความท้าทายสำคัญคือ ธุรกิจท่องเที่ยวทั่วโลกนั้นมีความกระจัดกระจายสูงมาก บ่อยครั้งที่โมเดลการจัดการที่ดีในพื้นที่หนึ่ง กลับถูกจำกัดอยู่แค่ในวงแคบ ๆ ไม่ได้ถูกส่งต่อหรือปรับใช้ในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ ทางสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย และเคอร์เนีย์ (Kearney) จึงได้เปิดตัวโครงการ "Beyond Tourism Impact Stars" ขึ้น เพื่อเฟ้นหาและเชิดชูแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศจากภาคเอกชน เพื่อเป็นต้นแบบในการกระจายความรู้และสร้างมาตรฐานใหม่ให้โลกการท่องเที่ยว

หันมอง "ไทย" เมืองหลวงท่องเที่ยวโลกจะไปทางไหน?

หากตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลก ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน Travel & Tourism Development Index (TTDI) พ.ศ. 2567 โดยสภาเศรษฐกิจโลก ระดับคะแนนรวมด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 47 จาก 119 ประเทศทั่วโลก

เจาะลึกจุดเด่น-จุดด้อย ท่องเที่ยวไทย

  • จุดแข็งระดับโลก: ประเทศไทยโดดเด่นอย่างมากในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ (อันดับ 20) ความพร้อมด้านบริการและโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยว (อันดับ 25) และราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋าเงิน (อันดับ 29)
  • จุดบอดที่ต้องเร่งแก้: สิ่งที่ฉุดรั้งการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทยคือ เรื่องความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ที่รั้งท้ายอยู่ในอันดับ 97 และความยืดหยุ่นของอุปสงค์การท่องเที่ยว (อันดับ 90) รวมถึงปัญหาความปลอดภัยทางท้องถนนและมลพิษทางอากาศ

นอกจากนี้ รายงานจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธ.ไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยแพร่เมื่อ ก.ค. พ.ศ. 2567 ยังระบุถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติยุคใหม่ว่ามีแนวโน้มให้ความสำคัญกับ "การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainable Tourism)" มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อเลือกที่พักและกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงนิยมเดินทางท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อสัมผัสวิถีชุมชนที่แท้จริงและเลี่ยงความแออัด

ทางรอดคือการ "จับมือ" ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

บทเรียนจากทั้งเวทีโลกและข้อมูลในประเทศชี้ไปที่ทิศทางเดียวกันว่า การจะพาภาคท่องเที่ยวไปต่อได้อย่างราบรื่น ไม่สามารถปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ ภาคธุรกิจต้องเลิกมองแค่กำไรระยะสั้น แล้วหันมาลงทุนกับนวัตกรรมจัดเก็บข้อมูลเพื่อบริหารจัดการจำนวนนักท่องเที่ยว (Visitor Flow) ร่วมมือกับภาครัฐเพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรอง และจับมือกับชุมชนในการปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่มันคือทางรอดเดียวที่จะทำให้จุดหมายปลายทางอันสวยงามของไทยและของโลก ยังคงพร้อมต้อนรับผู้คนไปได้อีกนานแสนนาน

ที่มา : World Economic Forum