Presense คือเทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะสำหรับเฝ้าติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ ทำนายความเสี่ยงการล้มในผู้สูงอายุ รวมถึงโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์
KEY POINTS
- Presense คือเทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะสำหรับเฝ้าติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์
- ทำนายความเสี่ยงการล้มในผู้สูงอายุ รวมถึงโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์
- เป็นนวัตกรรมสิทธิบัตรไทยที่พัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
- มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนระบบสาธารณสุขจากเชิงรับเป็นการป้องกัน และส่งเสริมแนวคิด "อำนาจอธิปไตยทางสุขภาพส่วนบุคคล"
“อรุณเทพ แสงวารีทิพย์” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Emetworks เปิดวิสัยทัศน์บนเวที "Global Health Tech Showcase" ภายในงาน "SEA Health Summit 2026: AI in Health and Longevity" ซึ่งจัดโดย 'RISE Innovation Consulting' ร่วมกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' เผยแผนการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะ "Presense" ยกระดับการเฝ้าติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขจากเชิงรับสู่การป้องกัน พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่ระดับภูมิภาคและโลก
“อรุณเทพ” กล่าวถึงจุดอ่อนของอุปกรณ์สวมใส่ (เทคโนโลยีเพื่อติดตามข้อมูลสุขภาพ) ในปัจจุบันว่า แม้จะได้รับความนิยมแต่ยังติดข้อจำกัดด้านการวิเคราะห์ผลแบบเรียลไทม์และการใช้เพื่อวินิจฉัยทางการแพทย์
ด้วยเหตุนี้ "Presense" ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจการภายใต้ Emetworks จึงถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เพื่อเป็นทางออกในการเคลื่อนย้ายการดูแลผู้ป่วยจากโรงพยาบาลมายังบ้าน ท่ามกลางภาวะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์
นวัตกรรมเซนเซอร์สิทธิบัตรไทยสู่มาตรฐานสากล
“อรุณเทพ” พัฒนา Presense ขึ้นโดยความร่วมมือของบุคลากรที่เชี่ยวชาญ คือ ดร. ผศ.ดร.สุรภา เทียมจรัส ผู้เชี่ยวชาญด้านแมชชีนเลิร์นนิงและการวิเคราะห์ข้อมูล และ เบนนี โล ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านเทคโนโลยีสวมใส่ และเซ็นเซอร์ไร้สายเพื่อตรวจจับข้อมูลอย่างครอบคลุม และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเกตส์ เทคโนโลยีหลักคือเซนเซอร์ที่ติดกับร่างกายซึ่งได้รับสิทธิบัตร และสามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกับอุปกรณ์ IoT อื่น ๆ ในท้องตลาดได้
"เราไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สวมใส่ทั่วไป แต่ระบบของเราเน้นการ Sense, Detect และ Act โดยทำงานร่วมกับโรงเรียนแพทย์ชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ศิริราช และ Imperial College London โดยหากระบบตรวจพบความผิดปกติที่อันตรายถึงชีวิต จะมีการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังญาติหรือสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที”
จากการป้องกันการล้มสู่การทำนายโรคอุบัติซ้ำ
ปัจจุบันเทคโนโลยีของ Presense ถูกนำไปใช้งานแล้วในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย และสถานพยาบาลขนาดใหญ่ในเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความสามารถในการตรวจจับและทำนาย โอกาสในการล้มของผู้สูงอายุล่วงหน้า รวมถึงการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวเพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์
นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำ อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ โดยร่วมกับโรงพยาบาลศิริราชในการสร้างโมเดลทำนายโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ใช้งบประมาณมหาศาลในระดับชาติ
"หากเราสร้างโมเดลที่แม่นยำร่วมกับโรงเรียนแพทย์ได้ เราจะสามารถขยายผลการใช้งานไปยังระดับโลก ซึ่งจะเปลี่ยนเกมของระบบสาธารณสุขไปอย่างสิ้นเชิง"
ร่วมมือระดับภูมิภาค และ "อำนาจอธิปไตยทางข้อมูล"
ในด้านการแข่งขันระดับโลก “อรุณเทพ” มองว่า ไทยควรทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อเทคโนโลยีมากกว่าการแข่งขันโดยตรง โดยเฉพาะกับประเทศจีนซึ่งมีความรวดเร็วสูง แต่ Presense เลือกที่จะชูจุดเด่นเรื่องความเชื่อมั่น และการปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น
สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่าเป็นโอกาสที่ใหญ่กว่าจีนหรืออินเดีย โดยยกตัวอย่างอินโดนีเซียที่มีฐานประชากรเด็กและมารดามหาศาล ซึ่งมีความแตกต่างด้านข้อมูลสุขภาพ เช่น ข้อมูลไมโครไบโอมจากการบริโภคอาหารฮาลาล
"ความแข็งแกร่งของภูมิภาคนี้คือความหลากหลายของข้อมูลสุขภาพ ซึ่งหากเราบูรณาการร่วมกันได้ ไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางข้อมูลและนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค"
“อรุณเทพ” ยังได้ทิ้งท้ายถึงการส่งเสริมแนวคิด "อำนาจอธิปไตยทางสุขภาพส่วนบุคคล" (Individual Health Sovereignty) ที่มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยเป็นเจ้าของข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรักษาร่วมกับแพทย์ เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต





