วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘Patagonia’ ฟ้องแดร็กควีน ‘Pattie Gonia’ ละเมิดแบรนด์ โดนขุดปัญหาแรงงาน-เลี่ยงภาษี ขัดภาพรักษ์โลก

Patagonia” บริษัทเสื้อผ้าเอาท์ดอร์ชื่อดัง ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในลอสแอนเจลิส เมื่อเดือนมกราคม 2026 เพื่อดำเนินคดีกับ “วิน ไวลีย์” ศิลปินแดร็กควีนและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้ใช้ชื่อในวงการว่า “Pattie Gonia” (แพตตี้ โกเนีย) โดยระบุว่าชื่อดังกล่าวละเมิดเครื่องหมายการค้าของบริษัท 

ทางบริษัทอ้างว่าการกระทำของนักกิจกรรมรายนี้ สร้างความเสียหายที่ “ไม่อาจแก้ไขได้” ต่อแบรนด์ที่สร้างมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี โดยเฉพาะเมื่อเธอเริ่มยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในชื่อของตนเองเพื่อจำหน่ายสินค้า

 

ฟ้องละเมิดเครื่องหมายการค้า 

การฟ้องร้องเกิดขึ้นหลังจาก Pattie Gonia ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในชื่อของตนเองเมื่อเดือนกันยายน 2025 เพื่อใช้ในการจำหน่ายเสื้อผ้าและสินค้าอื่น ๆ Patagonia มองว่าการกระทำนี้เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ตัวตนเพื่อการเป็นนักกิจกรรมไปสู่การสร้าง “องค์กรธุรกิจเชิงพาณิชย์” ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนระหว่างแบรนด์ทั้งสองได้

ในคำฟ้องของ Patagonia ระบุว่า พวกเขาพยายามติดต่อกับไวลีย์ตั้งแต่ปี 2022 หลังจากทราบเรื่องความร่วมมือในการระดมทุนของเธอกับแบรนด์ Hydroflask โดยในขณะนั้นทั้งสองฝ่ายได้มีการตกลงกันว่าไวลีย์จะไม่ใช้โลโก้ ฟอนต์ หรือชื่อที่เลียนแบบ Patagonia ในเชิงพาณิชย์ แต่ไวลีย์ปฏิเสธว่าไม่เคยมีการตกลงในลักษณะที่เป็นพันธะผูกพันระยะยาวเช่นนั้น

Patagonia ยืนยันว่าจำเป็นต้องฟ้องร้อง เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างมานานกว่า 50 ปี โดยระบุว่าหากไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาอาจสูญเสียสิทธิ์ในการต่อสู้กับกลุ่มที่ไม่หวังดี เช่น ล็อบบี้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ หรือกลุ่มที่สร้างความเกลียดชังในอนาคต บริษัทเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความจำเป็นทางธุรกิจ

‘Patagonia’ ฟ้องแดร็กควีน ‘Pattie Gonia’ ละเมิดแบรนด์ โดนขุดปัญหาแรงงาน-เลี่ยงภาษี ขัดภาพรักษ์โลก
Pattie Gonia แดร็กควีนและนักสิ่งแวดล้อม

ประเด็นทางกฎหมายนี้ยังครอบคลุมไปถึงหลักการ “การล้อเลียน” (Parody) ในกฎหมายเครื่องหมายการค้า ทาง Patagonia มองว่าการล้อเลียนที่ข้ามเส้นไปสู่การแข่งขันทางการค้าโดยตรงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ขณะที่ไวลีย์โต้แย้งว่างานศิลปะและสินค้าของเธอเป็นการล้อเลียนอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมแดร็ก

แม้ว่า Patagonia จะเรียกค่าเสียหายเพียง 1 ดอลลาร์ พร้อมค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในการสู้คดีสำหรับไวลีย์อาจพุ่งสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ทำให้ไวลีย์ออกมากล่าวหาว่า ทางบริษัทกำลังใช้ทรัพยากรที่เหนือกว่าในการกลั่นแกล้งบุคคลที่ไม่มีทางสู้

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายพยายามที่ไกล่เกลี่ยกันนอกรอบแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ โดยทาง Patagonia พยายามยื่นข้อเสนอว่าจะถอนฟ้อง หากไวลีย์ยอมถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และหยุดใช้ชื่อ Pattie Gonia ในการโปรโมตและขายสินค้าเสื้อผ้า ขณะที่ไวลีย์ยินดีที่จะหยุดใช้โลโก้หรือฟอนต์ที่เลียนแบบ แต่เธอยังคงยืนหยัดที่จะใช้ชื่อในวงการของเธอต่อไป

การฟ้องร้องในครั้งนี้ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโซเชียลมีเดีย แฟนคลับของแดร็กควีน และคนในคอมมูนิตี้ LGBTQiA+ จำนวนมากรู้สึกว่า แบรนด์ที่ชูภาพลักษณ์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนสังคม ไม่ควรมาฟ้องร้องนักกิจกรรมที่มีอุดมการณ์เดียวกัน บรรดาแฟนคลับบางส่วนถึงขั้นนำเสื้อผ้าของพาตาโกเนียไปบริจาคเพื่อเป็นการประท้วง

ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ความเห็นว่า คดีนี้มีความซับซ้อนเนื่องจากชื่อ Patagonia มีที่มาจากชื่อภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ในอเมริกาใต้ ซึ่งตามปรกติแล้วชื่อทางภูมิศาสตร์จะได้รับความคุ้มครองที่ยากกว่า แต่ด้วยความที่แบรนด์นี้มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1973 ทำให้พวกเขามีสิทธิ์ในการปกป้องชื่อนี้จากการถูกนำไปใช้ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน ศาลจะต้องพิจารณาว่าความคล้ายคลึงกันของชื่อ Pattie Gonia และ Patagonia ว่าสร้าง “โอกาสที่จะเกิดความสับสน” (Likelihood of confusion) ให้กับผู้บริโภคจริงหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีผู้ซื้อที่เข้าใจผิดไปแล้วจริง ๆ ขอเพียงแค่มีความเป็นไปได้ว่าผู้คนจะเข้าใจว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่ให้การสนับสนุนสินค้าของแดร็กควีนรายนี้ ก็เพียงพอต่อการตัดสินคดี

ทางด้าน วิน ไวลีย์ ยืนยันว่าการฟ้องร้องนี้ มีจุดประสงค์แฝงทางการเมือง โดยมองว่าเป็นการเลือกช่วงเวลาที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ กำลังเผชิญกับการโจมตีทางเมืองอย่างหนัก เธอเชื่อว่าบริษัทคิดว่าเธอจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ไวลีย์ได้ตัดสินใจที่จะเปิดโปงเรื่องนี้ต่อสาธารณะ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตัวเธอและชุมชน

ขณะที่ Patagonia ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในชุมชน LGBTQIA+ แต่ยังคงยืนยันในจุดยืนที่จะรักษาชื่อเสียงและสิทธิ์ของบริษัท พวกเขาระบุว่าต้องการให้ไวลีย์ประสบความสำเร็จในฐานะนักกิจกรรมต่อไป แต่ต้องทำภายใต้ขอบเขตที่เคารพต่อทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น

คดีนี้ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาระหว่างสิทธิ์ในการปกป้องแบรนด์ขององค์กรธุรกิจ กับเสรีภาพในการแสดงออกและการสร้างตัวตนของนักกิจกรรมในยุคปัจจุบัน หากการเจรจาไม่คืบหน้า คดีนี้อาจต้องไปถึงกระบวนการพิจารณาโดยคณะลูกขุนตามที่ไวลีย์ได้เรียกร้องไว้

ทั้งนี้ สถานะล่าสุดของเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าของไวลีย์ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ใช้ชื่อ pattiegoniamerch.com มาเป็น pattiemerch.com แต่ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงมีอยู่ ตราบเท่าที่คดียังไม่ได้รับการยกฟ้องหรือหาข้อสรุปที่ลงตัวได้

 

Pattie Gonia แดร็กควีนนักสิ่งแวดล้อม

Pattie Gonia เป็นตัวตนแดร็กที่สร้างสรรค์โดย วิน ไวลีย์ ช่างภาพและนักปีนเขาชาวสหรัฐ เธอเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในปี 2018 หลังจากคลิปวิดีโอที่เธอสวมรองเท้าส้นสูงเดินป่าและตั้งแคมป์กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่นั้นมา เธอได้ใช้ชื่อเสียงนี้เพื่อสร้างชุมชนที่เน้นการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิของกลุ่ม LGBTQIA+

ตลอดระยะเวลาการทำงานในฐานะนักกิจกรรม Pattie Gonia สามารถระดมทุนให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อมและยุติธรรมทางสังคมได้มากกว่า 3.7 ล้านดอลลาร์ หนึ่งในแคมเปญที่โด่งดังที่สุด คือ การเดินป่าระยะทาง 160 กิโลเมตร ในชุดแดร็กเต็มยศเพื่อระดมทุนได้ถึง 1 ล้านดอลลาร์ ความพยายามของเธอทำให้เธอได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME ให้เป็นหนึ่งในผู้นำรุ่นใหม่ในปี 2024

Pattie Gonia ร่วมก่อตั้งองค์กรชื่อ “The Oath” เพื่อส่งเสริมแนวทางแก้ไขปัญหาภูมิอากาศและการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม เธอเชื่อว่าพลังของศิลปะแดร็กสามารถสื่อสารเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้อย่างเข้าถึงและน่าสนใจกว่าการบรรยายทางวิชาการทั่วไป 

สำหรับชื่อ Pattie Gonia เป็นการเล่นคำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิภาคพาตาโกเนียในอเมริกาใต้ที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ เธอกล่าวว่า “แดร็กถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการล้อเลียน การเล่นคำ และเรื่องตลก” พร้อมยืนยันว่าเธอไม่เคยมีเจตนาที่จะลอกเลียนแบบหรือแข่งขันกับ Patagonia บริษัทที่มีมูลค่าระดับพันล้าน

ไวลีย์มองว่าการฟ้องร้องครั้งนี้ เป็นการพยายามลบตัวตนเธอในฐานะนักกิจกรรม เธอรู้สึกว่าบริษัทที่อ้างว่าดำเนินธุรกิจเพื่อกอบกู้โลกไม่ควรหันมาฟ้องร้องคนที่ทำงานเพื่อโลกเช่นกัน โดยระบุว่า การกระทำของ Patagonia เป็นการทรยศต่อพันธกิจหลักของตนเองอย่างรุนแรง

“นี่คือการทรยศต่อพันธกิจหลักของพาตาโกเนีย เพราะถ้าพวกเขาทำธุรกิจเพื่อปกป้องโลก ทำไมพวกเขาถึงฟ้องร้องนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม?” ไวลีย์กล่าว

“ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการฟ้องร้อง ฉันเงียบมาตลอดและใช้ทุกช่องทางที่มีเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยไม่ต้องขึ้นศาล แต่สุดท้ายแล้ว ฉันมีทางเลือกสองทาง คือ การลบชื่อของฉัน การเคลื่อนไหวของฉัน ชุมชนของฉัน และทุกคนที่ฉันจ้างงาน หรือต่อสู้เพื่อตัวเองและเพื่อพวกเรา”

แม้จะเผชิญกับการฟ้องร้อง แต่ไวลีย์ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากผู้ติดตามที่มีมากกว่า 3 ล้านคนใน TikTok และ Instagram เธอยืนยันว่าการสู้คดีครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องชื่อของเธอเอง แต่เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรใหญ่ใช้อำนาจเงินมารังแกบุคคลทั่วไปที่ลุกขึ้นมาทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งเธอพร้อมที่สู้คดีจนถึงที่สุดและขอให้มีการพิจารณาโดยลูกขุนเพื่อให้ความจริงกระจ่าง โดยเธอหวังว่าคดีนี้จะเป็นบทเรียนให้กับแบรนด์ที่อ้างว่า “หัวก้าวหน้า” ให้ระมัดระวังการกระทำที่อาจขัดแย้งกับค่านิยมที่ตนเองโฆษณาไว้

‘Patagonia’ ฟ้องแดร็กควีน ‘Pattie Gonia’ ละเมิดแบรนด์ โดนขุดปัญหาแรงงาน-เลี่ยงภาษี ขัดภาพรักษ์โลก

Pattie Gonia แดร็กควีนและนักสิ่งแวดล้อม

Patagonia กับประเด็นความยั่งยืน

Patagonia เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์ที่ยั่งยืนและจริยธรรมสูง แต่จากการตรวจสอบโดย Transparentem องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน พบร่องรอยของการบังคับใช้แรงงานในห่วงโซ่อุปทานที่ไต้หวัน แรงงานข้ามชาติจากประเทศยากจนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการรับสมัครสูงถึง 6,000 ดอลลาร์ ทำให้พวกเขากลายเป็นหนี้และไม่สามารถร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิอื่น ๆ ได้

จากการสืบสวนเพิ่มเติมของวารสารศาสตร์เชิงสืบสวน Follow the Money พบว่า Patagonia ใช้โรงงานผลิตร่วมกับแบรนด์ฟาสต์แฟชั่น เช่น Primark ในศรีลังกา ซึ่งโรงงานเหล่านี้ใช้งานพนักงานอย่างหนัก บางครั้งต้องทำงานล่วงเวลาถึง 17 ชั่วโมงต่อวัน หรือมากกว่า 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

รายงานระบุว่า คนงานในโรงงานศรีลังกาได้รับค่าจ้างที่ต่ำกว่า “ค่าจ้างเพื่อการดำรงชีพ” อย่างมาก โดยคนงานบางรายได้รับเงินเพียง 32,000 รูปี หรือประมาณ 3,100 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าครองชีพพื้นฐานที่เหมาะสมอยู่ที่กว่า 83,000 รูปี หรือราว 8,060 บาท แม้ Patagonia จะสัญญาว่าจะให้ค่าจ้างที่เพียงพอ แต่ปัจจุบันมีโรงงานเพียง 40% ในซัพพลายเชนเท่านั้นที่ทำได้ตามมาตรฐานนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อกล่าวหาว่าแรงงานที่ทำงานในโรงงานที่ผลิตสินค้าให้ Patagonia มีการใช้สารเสพติด เพื่อให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้นและทนต่อความหิวโหย โดยสหภาพแรงงานในพื้นที่ระบุว่า ฝ่ายบริหารโรงงานรับรู้ว่ามีการใช้ “ยาไอซ์” แต่กลับเพิกเฉยตราบใดที่สามารถผลิตสินค้าได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานการละเมิดสิทธิแรงงานในเวียดนาม ซึ่งคนงานได้รับค่าล่วงเวลาไม่ครบถ้วน และผู้สมัครงานบางรายถูกบังคับให้แจ้งวันที่ประจำเดือนมา และบังคับห้ามตั้งครรภ์ในช่วง 6 เดือนแรกของการทำงาน ซึ่ง Patagonia ปฏิเสธว่าพวกเขาไม่มีอำนาจในเรื่องการจ่ายค่าจ้าง เนื่องจากไม่ได้เป็นนายจ้างโดยตรงของคนงานเหล่านี้

ขณะที่ การตัดสินใจยกหุ้นบริษัท 98% ให้กับองค์กรการกุศล Holdfast Collective ของ อีวอง ชูนาร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท Patagonia ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีได้ถึง 700 ล้านดอลลาร์ แม้เงินกำไรจะไปสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ครอบครัวชูนาร์ดยังคงรักษาอำนาจในการตัดสินใจผ่าน Trust) ที่ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด

ความขัดแย้งเหล่านี้ สร้างความย้อนแย้งให้กับแคมเปญ “Don’t Buy This Jacket” ของแบรนด์ที่รณรงค์ต่อต้านการบริโภคเกินตัว นักวิจารณ์มองว่าในขณะที่บริษัทเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กลับล้มเหลวในการดูแลมนุษย์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในกระบวนการผลิต

Patagonia ยอมรับว่าไม่มีซัพพลายเชนใดที่สมบูรณ์แบบ และยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขต่อไปอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทเลือกฟ้องร้องนักกิจกรรมรายย่อยในขณะที่ตนเองยังมีประเด็นเรื่องสิทธิแรงงานที่ยังแก้ไม่ตก ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความจริงใจในการเป็นแบรนด์ที่มี “จริยธรรม” อย่างแท้จริง


ที่มา: AP NewsBBCFortuneFollow The MoneyThe ConversationThe GuardianThe New York TimesTIMEVogue