กทม. ต้องร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อใช้งบประมาณจำนวนมากในการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำคลองสายหลัก 7 แห่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการระบายน้ำ เตรียมผลักดันกฎระเบียบบังคับให้บ้านเรือนและอาคารต้องมีพื้นที่หน่วงน้ำฝน และแยกขยะเพื่อไม่ให้อุดตันสถานีสูบน้ำ
KEY POINTS
- กทม. ต้องร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อใช้งบประมาณจำนวนมากในการรื้อย้ายชุมชนที่รุกล้ำคลองสายหลัก 7 แห่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการระบายน้ำ
- เตรียมผลักดันกฎระเบียบบังคับให้บ้านเรือนและอาคารต้องมีพื้นที่หน่วงน้ำฝน หรือ "แก้มลิงภาคประชาชน" เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่ระบบระบายน้ำ
- ขอความร่วมมือจากประชาชนในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการแยกขยะเพื่อไม่ให้อุดตันสถานีสูบน้ำ และติดตั้งบ่อดักไขมันเพื่อป้องกันท่อระบายน้ำอุดตัน
ทีมกรุ๊ปเสนอรื้อฟื้น 7 คลองสายหลักในกรุงเทพฯ โดยย้ายชุมชนรุกล้ำออกเพื่อเปิดทางระบายน้ำเชื่อมบึงรับน้ำและอุโมงค์ยักษ์ ซึ่งต้องอาศัยงบสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทยถึง 70% ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว เสนอบังคับให้บ้านและคอนโดฯ ทำหน้าที่เป็น "แก้มลิงภาคประชาชน" กักเก็บน้ำตามจำนวนผู้อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับการจัดขยะและไขมันที่ทำให้อุดตัน
รื้อ 7 คลองสายหลัก-ย้ายชุมชนรุกพื้นที่ วิกฤติการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่
ชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทีมกรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' ว่า กรุงเทพมหานครยังคงมีปัญหาสั่งสมยาวนาน โดยจากการเปิดเผยแผนบริหารจัดการน้ำ พบว่า กทม. จำเป็นต้องเร่งขอคืนพื้นที่คูคลองที่เป็น "เส้นเลือดสายกลาง" รวม 7 สายหลัก ได้แก่ คลองลาดพร้าว คลองบางเขน คลองเปรมประชากร คลองแสนแสบ คลองตัน คลองพระโขนง และคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อขยายพื้นที่ระบายน้ำเข้าสู่บึงรับน้ำ เช่น บึงหนองบอน และส่งน้ำลงสู่ปากอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ ทั้งอุโมงค์มักกะสัน พระรามเก้า ประชาราษฎร์สาย 2 และอุโมงค์บางซื่อ
ตัวอย่างการทำงานที่ผ่านมากว่า 6-7 ปี ในคลองลาดพร้าวช่วงวัดใหม่เสนาถึงวัดลาดพร้าว ได้มีการตอกเสาเข็มทั้งสองฝั่งคลอง พร้อมย้ายชาวบ้านขึ้นไปอยู่อาศัยบนคันคลอง ทำให้พื้นที่ระบายน้ำคลองโล่งชัดเจน แต่เมื่อไล่ลงมาตั้งแต่ซอยภาวนาเชื่อมคลองบางซื่อ กลับยังติดปัญหาการรื้อย้ายและติดตัวถนนพหลโยธิน ซึ่งการปรับปรุงคูคลองเหล่านี้มีต้นทุนสูงมาก เพราะไม่ได้มีเพียงแค่งานโครงสร้างวิศวกรรม แต่รวมถึงงบชดเชย งบรื้อย้าย และการสร้างบ้านใหม่ให้แก่ชาวบ้านที่บุกรุกพื้นที่คลองมานานหลายสิบปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเช่าต่อกันมาหลายทอด
การขอสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยสูงถึง 70%
ในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่นี้ ลำพังงบประมาณของ กทม. เองมีไม่เพียงพอจึงต้องจัดสรรงบของ กทม. ร่วมกับการขอสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทยสูงถึง 70% โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ กทม. กระทรวงมหาดไทย และกรมพัฒนาชุมชน (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน/พอช.) ต้องตั้งงบประมาณไปพร้อมๆ กัน หากหน่วยงานใดตั้งงบประมาณล่าช้า โครงการจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย
นอกจากนี้ การรื้อย้ายกลุ่มผู้มีรายได้น้อยริมคลองเปรมประชากร ซึ่งปฏิเสธการย้ายไปอยู่คลองรังสิตเนื่องจากต้องทำมาหากินในพื้นที่เดิม ทางภาครัฐต้องประสานขอใช้พื้นที่ของทหารที่อยู่ติดคลองเปรมประชากร เพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่รองรับชาวบ้าน
บทเรียนบางบัวฝนตก 164 มม.-ท่อน้ำทิ้งต้องบริหารจัดการ
สำหรับโครงการยกระดับระบบท่อระบายน้ำทิ้งริมถนนทั่วกรุงเทพฯ ไม่สามารถคิดประเมินงบประมาณรวมแบบเหมาจ่ายล่วงหน้าได้ เนื่องจากท่อระบายน้ำแต่ละเส้นทางมีอุปสรรคเฉพาะตัวแตกต่างกัน การลงทุนจึงต้องทำเป็นระยะ (Phasing) โดยจัดลำดับจากระดับความเสี่ยงภัยและความยากง่ายของพื้นที่
สะท้อนจากบทเรียนฝนตกหนักในพื้นที่บางบัว ซึ่งวัดปริมาณฝนได้สูงถึง 164 มิลลิเมตร แต่น้ำลดระดับลงได้เพียง 5 เซนติเมตร ส่งผลให้ถนนพหลโยธินสายเก่าตั้งแต่ช่วงบางบัวถึงบางเขนไม่สามารถใช้งานได้
ดันกฎเหล็ก 'แก้มลิงภาคประชาชน'
ในมิติการรับน้ำและเก็บกักน้ำ แม้การสร้างถังเก็บน้ำใต้ดินขนาดใหญ่หรืออุโมงค์ยักษ์แบบกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะช่วยรับน้ำฉุกเฉินได้ แต่กลับมีต้นทุนการก่อสร้างมหาศาลและมีค่าสูบน้ำที่แพงมาก นานๆ ครั้งจึงจะเปิดใช้งาน ประกอบกับสภาพดินของกรุงเทพฯ เป็นดินเหนียวทำให้น้ำซึมผ่านได้น้อย และหากทำพื้นทางเท้าฟุตบาทเป็นรูซึมน้ำเหมือนเมืองเซี่ยงไฮ้หรือเกาหลีใต้ พื้นดินกรุงเทพฯ จะเกิดการทรุดตัวอย่างรวดเร็ว กทม. จึงจำเป็นต้องใช้แผ่นทางเท้าแบบเต็มแผ่นปิดทับ
ด้วยเหตุนี้ กทม. จึงต้องเร่งส่งเสริมแนวคิด "เมืองฟองน้ำ" ควบคู่กับการออกกฎระเบียบบังคับทำ "แก้มลิงภาคประชาชน" ประจำบ้าน อาคาร และคอนโดมิเนียม โดยเปลี่ยนจากการคำนวณตามพื้นที่หลังคา มาเป็นการคำนวณตามจำนวนผู้อยู่อาศัย ในอัตราส่วน 2 ลูกบาศก์เมตรต่อคน (เช่น บ้านที่มีผู้อยู่อาศัย 4 คน ต้องมีถังเก็บน้ำหรือแก้มลิงขนาด 8 ลูกบาศก์เมตร) ส่วนคอนโดมิเนียมที่มีคนอยู่อาศัยหลักร้อยคน จะต้องขยายขนาดถังเก็บน้ำให้ครอบคลุมจำนวนคน ไม่ใช่ทำเพียงถังขนาดเล็ก
สำหรับบ้านเก่าที่ต้องติดตั้งเพิ่ม รัฐบาลและ กทม. อาจใช้มาตรการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 70:30 (ภาครัฐอุดหนุน 30%) พร้อมใช้มาตรการทางภาษีจูงใจ โดยผู้ที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบจะได้รับสิทธิลดภาษีโรงเรือน ส่วนผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษปรับตามกฎหมาย ซึ่ง กทม. มีพื้นที่แก้มลิงของรัฐอยู่แล้วประมาณ 38 แห่ง เช่น พื้นที่ทหารค่ายราบ 11 เขตบางเขน
สงครามขยะมักกะสัน-ขูดไขมันตันท่อ
นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาขยะและไขมันอุดตันยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำ โดยพบว่าขยะจำนวนมากไหลไปติดแน่นบริเวณประตูระบายน้ำและหน้าตะแกรงสถานีสูบน้ำ เช่น สถานีสูบน้ำมักกะสัน ที่ต้องใช้รถ 6 ล้อคันใหม่มารอรับและขนขยะไปทิ้งทุกๆ 1 ชั่วโมง กทม. จึงต้องเร่งรณรงค์การแยกขยะตั้งแต่ต้นทางตามนโยบายของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ดำเนินการมาเกือบ 2 ปี โดยขอความร่วมมือประชาชนแยกขยะรีไซเคิลใส่ถุงใสเพื่อให้เจ้าหน้าที่เก็บขยะนำไปขายเป็นรายได้เสริม ใช้ถุงขยะชนิดหนาพิเศษใส่ขยะเศษอาหารเพื่อป้องกันสุนัขคุ้ยขยะ และนำขยะพิษใส่ถุงสีแดงทิ้งในวันอาทิตย์
ส่วนปัญหาไขมันจากร้านค้าและบ้านเรือนที่ไหลไปจับตัวกับหิน ดิน ทราย และใบไม้ จนกลายเป็นก้อนแข็งเหม็นอุดตันในท่อระบายน้ำ กทม. ได้เร่งรณรงค์และบังคับติดตั้งบ่อดักไขมัน โดยเฉพาะร้านอาหารตามสั่งและร้านค้าสด โดยจัดทีมเจ้าหน้าที่ กทม. อาสาสมัคร และนักเรียนอาชีวะ ลงพื้นที่ช่วยติดตั้งบ่อดักไขมันให้แก่พ่อค้าแม่ค้า เพื่อแก้ปัญหาท่อตันจากต้นทางอย่างยั่งยืน





