วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ไบโอชาร์ 'ฟองน้ำกู้ชีพดิน' ของเกษตรกร ในวันที่สงครามตะวันออกกลางทุบตลาดปุ๋ยเคมีโลก

ไบโอชาร์ 'ฟองน้ำกู้ชีพดิน' ของเกษตรกร ในวันที่สงครามตะวันออกกลางทุบตลาดปุ๋ยเคมีโลก

เมื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถูกปิดฉาก คลื่นความย่อยยับจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่กำลังลามสู่ “จานอาหาร” ของคนทั้งโลก เจาะลึกวิกฤตปุ๋ยไนโตรเจนพุ่งกระฉูดทะลุ 700 ดอลลาร์ และโอกาสทองของไทยในการหักดิบเลิกพึ่งพาเคมีต่างชาติ ด้วยเทคโนโลยีถ่านชีวภาพกักเก็บคาร์บอน

ชนวนเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2569 ไม่เพียงแต่เขย่าขวัญตลาดพลังงานโลกเท่านั้น แต่ช็อกเวฟระลอกนี้ได้วิ่งตรงเข้ากระแทกความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติอย่างจัง เพราะนี่คือเส้นทางโลจิสติกส์หลักที่ควบคุมการขนส่งปุ๋ยเคมีถึง 1 ใน 3 ของโลก

เพียงชั่วข้ามคืน ราคายูเรียในตลาดโลกพุ่งกระฉูดจากราว 490 ดอลลาร์สหรัฐ ทะยานทะลุ 700 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อตัน (ราว 25,000 บาท) ซ้ำร้าย ประเทศผู้ส่งออกยักษ์ใหญ่อย่างจีนและรัสเซียต่างประกาศล็อกดาวน์การส่งออกปุ๋ยเพื่อปกป้องความมั่นคงภายในประเทศ ขณะที่โรงงานผลิตปุ๋ยทั่วเอเชียใต้ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากขาดแคลนก๊าซธรรมชาติที่เป็นสารตั้งต้น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ถึงกับระบุว่า นี่คือ “ภาวะช็อกเชิงระบบขั้นรุนแรง” (Systemic Shock) ที่กำลังผลักประชากรโลกอีกกว่า 45 ล้านคนให้เผชิญความอดอยากขั้นวิกฤติในปีนี้

กับดักเกษตรกรรมเคมี เมื่อวิกฤติพลังงานกลายเป็นวิกฤติอาหาร

ที่ผ่านมา โลกสร้างระบบอาหารที่เปราะบางเกินไป กว่าครึ่งของผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกต้องพึ่งพา "ปุ๋ยไนโตรเจน" ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกระบวนการ Haber-Bosch ในการดึงไฮโดรเจนจากก๊าซธรรมชาติมาทำแอมโมเนีย หมายความว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติพลังงาน มันจะเปลี่ยนเป็นวิกฤตอาหารโดยอัตโนมัติ

สถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) ชี้ว่า การมุ่งแก้ปัญหาด้วยการหาแหล่งซัพพลายใหม่ หรือพยายามเปิดเส้นทางเดินเรือแบบเดิม เป็นการแก้ปัญหาที่หลงทาง เพราะตราบใดที่เทคโนโลยี "กรีนแอมโมเนีย" (การใช้ไฟฟ้าหมุนเวียนแยกไฮโดรเจนจากน้ำ) ยังมีต้นทุนสูงกว่าปุ๋ยเคมีทั่วไปถึง 6 เท่า และต้องใช้เวลาขยายกำลังการผลิตอีกหลายสิบปี โลกจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการ "หาปุ๋ยเพิ่ม" มาเป็นการ "ลดความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีลงให้ได้มากที่สุด"

 

“ไบโอชาร์” (Biochar) อาวุธลับระดับชุมชน ตัดวงจรพึ่งพาโลกภายนอก

ในบรรดาทางเลือกทั้งหมด "ไบโอชาร์" หรือ ถ่านชีวภาพ กำลังถูกยกระดับจากนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมมาเป็น "เครื่องมือสร้างความมั่นคงทางอาหาร"

ไบโอชาร์เกิดจากการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาผ่านกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) หรือการเผาในสภาพไร้ออกซิเจน ทำให้ได้ถ่านที่มีโครงสร้างรูพรุนมหาศาล เมื่อนำไปผสมลงในแปลงดิน มันจะทำหน้าที่เหมือน “ฟองน้ำอัจฉริยะ” ที่คอยดูดซับธาตุอาหารและน้ำเอาไว้ ไม่ให้ปุ๋ยไนโตรเจนถูกชะล้างสูญหายไปในดินลึก

ผลการศึกษาจากวารสารระดับโลกอย่าง Nature และ PNAS ยืนยันว่า ไบโอชาร์สามารถช่วย ลดความต้องการปุ๋ยเคมีในพืชเศรษฐกิจลงได้ถึง 20-40% ยิ่งไปกว่านั้น ผลการวิจัยภาคสนามระยะยาว 10 ปีที่ตีพิมพ์ใน Frontiers in Sustainable Food Systems ชี้ชัดว่า การใส่ไบโอชาร์เพียงครั้งเดียว สามารถปรับสภาพกรด-ด่างและเพิ่มคาร์บอนในดินได้อย่างยั่งยืนยาวนานนับทศวรรษ

ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของไบโอชาร์คือ "ความยืดหยุ่นในท้องถิ่น" (Local Resilience) มันไม่ต้องพึ่งพาโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไม่ต้องง้อก๊าซธรรมชาตินำเข้า แต่ผลิตได้เองจากขยะในไร่นา ซึ่งเป็นการตัดขาดจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างสิ้นเชิง

ส่องสถานการณ์ในไทย หลังพิงฝา ค่าปุ๋ยพุ่ง และทางรอดของเกษตรกรไทย

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ในแง่วัตถุดิบการผลิต เรากลับยืนอยู่บนปากเหว ข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตร และสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ระบุว่า ไทยต้องนำเข้าแม่ปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศสูงถึงปีละ 5 - 5.5 ล้านตัน โดยพึ่งพาการนำเข้าจากจีน รัสเซีย และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเป็นหลัก เมื่อเกิดสงครามในพื้นที่ดังกล่าว ต้นทุนของเกษตรกรไทยในฤดูกาลเพาะปลูก พ.ศ. 2569 นี้จึงพุ่งสูงขี้นจนแทบไม่เหลือส่วนต่างกำไร

ทว่า ท่ามกลางวิกฤตนี้ ประเทศไทยกลับมี “แต้มต่อ” ชิ้นสำคัญ นั่นคือปริมาณ วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมหาศาล ทั้งแกลบ ซังข้าวโพด ชานอ้อย และกิ่งไม้จากการทำสวนผลไม้ ซึ่งปัจจุบัน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนาเตาเผาไบโอชาร์ระดับชุมชนที่สามารถควบคุมคุณภาพคาร์บอนได้สูง

  • ลดต้นทุนจับต้องได้จริง: ผลการทดสอบจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในหลายพื้นที่ของไทย พบว่าเมื่อเกษตรกรนำไบโอชาร์ไปคลุกเคล้ากับปุ๋ยหมักอินทรีย์ หรือใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีในสัดส่วนที่ลดลง สามารถคงปริมาณผลผลิตข้าวและมันสำปะหลังไว้ได้เท่าเดิม แต่ลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยเคมีลงได้ทันที 30-50%
  • โมเดลธุรกิจใหม่ "ขายคาร์บอนเครดิต": ปัจจุบัน ตลาดการซ่อมแซมสภาพภูมิอากาศโลกกำลังเทเงินทุนภาคเอกชนจำนวนมหาศาลผ่านบริษัทอย่าง Microsoft และ JPMorgan Chase เพื่อกว้านซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการไบโอชาร์ (เนื่องจากเป็นการกักเก็บคาร์บอนลงดินได้จริงเป็นร้อยปี) ในประเทศไทยเริ่มมีสตาร์ทอัพด้านเกษตร (AgTech) เข้าไปเชื่อมโยงกับวิกฤตนี้ เปลี่ยนให้เกษตรกรที่ผลิตไบโอชาร์ใช้เอง สามารถสร้างรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตไปพร้อมกัน

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยและสถาบันการเงินต้องเลิกวิธีคิดแบบ “แจกเงินอุดหนุนค่าปุ๋ย” ปลายทาง แล้วหันมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชนเพื่อผลิตปุ๋ยและสารปรับปรุงดินทางเลือกอย่างจริงจัง เพื่อสร้างทางรอดที่ยั่งยืนให้กับการเกษตรไทยในอนาคต

ที่มา : Supercritical