วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ยอดขายรถ ‘รถไฮบริด’ ในสหรัฐพุ่ง สวนทาง ‘รถอีวี’ เนื่องจากใช้งานง่าย-ราคาถูกกว่า

ยอดขายรถ ‘รถไฮบริด’ ในสหรัฐพุ่ง สวนทาง ‘รถอีวี’ เนื่องจากใช้งานง่าย-ราคาถูกกว่า

ตลาดรถยนต์ในสหรัฐเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ “รถอีวี” ปรับตัวลดลงสวนทางกับยอดขาย “รถยนต์ไฮบริด” ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแห่งสหรัฐ (EIA) 

ในช่วงปลายปี 2025 ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฮบริดพุ่งสูงขึ้นเกือบ 20% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเมื่อเทียบกับสามปีก่อนหน้า ในทางกลับกัน ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าล้วนกลับลดลงเหลือเพียง 5.9% จากที่เคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 10.3% ในช่วงต้นปีเดียวกัน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลงในช่วงปลายปี 2025 มาจากการสิ้นสุดมาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลกลาง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2025 โดยก่อนที่มาตรการจะหมดเขต ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งขึ้นไปถึง 12% ในเดือนกันยายน แต่หลังจากนั้นยอดขายกลับลดลงเหลือไม่ถึง 6% ในช่วงเดือนที่เหลือของปี

อีแวน ดรูรี ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลเชิงลึกของ Edmunds ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ผู้คนจะให้ความสนใจค้นหาข้อมูลรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง แต่พวกเขาแค่สนใจ ไม่ได้คิดที่จะซื้อจริง ไม่มาแม้แต่จะทดลองขับ ในขณะเดียวกันรถยนต์ไฮบริดมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น และราคาดีกว่า

จากผลสำรวจของ Pew Research Center ในช่วงระหว่างวันที่ 16-22 มี.ค. 2026 ยืนยันว่าชาวอเมริกันยังคงมีแนวโน้มที่จะพิจารณาซื้อรถไฮบริดมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 44% ที่ระบุว่ามีความสนใจซื้อรถไฮบริดเป็นคันต่อไป ขณะที่มีเพียง 32% เท่านั้นที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งลดลงต่อเนื่องจาก 42% ในปี 2022  แม้แต่ในกลุ่มที่สนับสนุนนโยบายพลังงานสะอาดอย่างพรรคเดโมแครต ก็มีความสนใจลดลงถึง 11% เมื่อเทียบกับ 4 ปีก่อน

นอกจากปัจจัยด้านการเมืองแล้ว อายุและพื้นที่อยู่อาศัยก็มีผลต่อการตัดสินใจเช่นกัน โดยคนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี และผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองหรือชานเมือง มีแนวโน้มที่จะสนใจรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดมากกว่ากลุ่มคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม แม้แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่เองก็ยังมีความลังเลใจเพิ่มขึ้น

 

มองว่ารถไฮบริดคุ้มค่ากว่า

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสะท้อนให้เห็นว่า ชาวอเมริกันไม่ได้ปฏิเสธพลังงานสะอาด แต่กำลังปรับตัวหันไปหาทางเลือกที่ใช้งานได้จริงมากกว่า ดังนั้นรถไฮบริดจึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เพราะให้ประสบการณ์ที่คุ้นเคย เหมือนกับขับรถยนต์สันดาปทั่วไปและประหยัดกว่า โดยไม่ต้องติดตั้งที่ชาร์จที่บ้านหรือเปลี่ยนวิถีชีวิต อีกทั้งไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ชาร์จ หรือเดินทางไกลแล้วไฟจะไม่พอ

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังให้ความเชื่อมั่นกับรถยนต์ไฮบริด เช่น Toyota Prius ซึ่งมีอยู่ในตลาดมานานกว่า 25 ปี ทำให้มองว่ารถไฮบริดเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยกว่ารถยนต์ไฟฟ้า ที่ยังมีข้อกังขาเรื่องซอฟต์แวร์และการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่

รถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีราคาสูงเกินเอื้อมสำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยในเดือนเมษายน 2026 ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้ายังคงสูงกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปถึง 6,214 ดอลลาร์ แม้ว่าการใช้งานในระยะยาวอาจจะประหยัดกว่า แต่ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าที่สูงทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ยาก

เดวิด โทมัส นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่า รถไฮบริดช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากขึ้น 25%-45% เมื่อเทียบกับรุ่นที่ใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องเปลี่ยนนิสัยการขับขี่เลย สิ่งนี้ทำให้รถไฮบริดเป็น “ตัวเลือกที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง” ในช่วงเวลาที่ราคารถยนต์และค่าครองชีพพุ่งสูง

ในการเปรียบเทียบเชิงเศรษฐศาสตร์ หากราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 4.56 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ผู้ซื้อรถอีวีอาจต้องขับรถมากกว่า 40,000 ไมล์เพื่อที่จะประหยัดเงินได้เท่ากับส่วนต่างราคาที่จ่ายเพิ่มไป “มันเป็นเรื่องยากที่คนจะทำความเข้าใจว่าการจ่ายเงิน 55,000 ดอลลาร์ในวันนี้จะช่วยประหยัดได้ในระยะยาว” ดรูรีกล่าวเสริม

สเตฟานี บรินลีย์ นักวิเคราะห์ยานยนต์อาวุโสจาก S&P Global Mobility ระบุว่า “ราคายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญและคุณไม่รู้เลยว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะคุ้มทุน เธอมองว่าราคาน้ำมันที่แพงอาจสะกิดคนที่ตั้งใจจะซื้อรถอีวีอยู่แล้วให้ตัดสินใจเร็วขึ้น แต่ “เราไม่น่าจะได้เห็นกลุ่มเจ้าของรถเครื่องยนต์สันดาปเปลี่ยนใจมาใช้รถอีวีเพียงเพราะราคาน้ำมัน” 

 

ผู้ผลิตเพิ่มสัดส่วนรถไฮบริด

เมื่อทิศทางตลาดเปลี่ยนไป บริษัทรถยนต์จึงยกเลิกและเลื่อนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนที่แล้ว ฮอนด้าประกาศว่าจะหยุดการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าใหม่สามรุ่น และไม่กี่วันต่อมา วอลโว่ก็ประกาศว่าจะยุติการผลิตรถ SUV ไฟฟ้าราคาประหยัด 

ขณะเดียวกัน ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า ฮอนด้า และฟอร์ด ต่างปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มสัดส่วนรถไฮบริดในรุ่นที่ได้รับความนิยมสูง เช่น Honda CR-V และ Accord จนกลายเป็นรถยนต์ไฮบริดมียอดขายแซงหน้ารุ่นใช้น้ำมันไปแล้ว

ส่วนบริษัทที่ลงทุนไปหลายล้านดอลลาร์ในการสร้างรถยนต์ไฟฟ้า ก็กำลังพยายามหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อโน้มน้าวให้ชาวอเมริกันลองใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่และมอเตอร์ไฟฟ้าจนได้ออกมาเป็น “EREV” (Extended Range Electric Vehicle) รถยนต์ไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็กคอยปั่นไฟชาร์จแบต เมื่อพลังงานใกล้หมด ซึ่งจะช่วยให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น และลดปัญหาแบตหมดระหว่างทาง 

ด้วยการเพิ่มเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง อุตสาหกรรมรถยนต์หวังว่าจะสามารถช่วยดึงดูดให้ผู้ใช้รถกระบะ หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยรถยนต์ไฟฟ้า 16 รุ่นที่จะออกสู่ตลาดภายในสามปีข้างหน้า ทั้งหมดเป็นรถกระบะหรือรถ SUV ทั้งสิ้น

แต่การเปลี่ยนรถกระบะให้เป็นระบบไฟฟ้าไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ เนื่องจากรถเหล่านี้มีขนาดใหญ่และหนักมาก รุ่นไฟฟ้าจึงต้องการแบตเตอรี่ขนาดมหึมาเพื่อขับเคลื่อน ซึ่งทำให้ราคาสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้ใช้งานนำรถกระบะไปลากเรือหรือรถพ่วงจะยิ่งทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ลดลงอีก

“สำหรับแบรนด์อเมริกันในขณะนี้ ผมคิดว่ามันเป็นการยอมรับว่ารถไฟฟ้ายังไม่เหมาะกับรถกระบะขนาดใหญ่และรถ SUV ไม่สามารถมอบประโยชน์ใช้สอยและประสิทธิภาพที่ลูกค้าต้องการได้” โจเซฟ ยูน นักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคจากเว็บไซต์ซื้อขายรถยนต์ Edmunds กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่ารถยนต์ไฮบริดไม่ได้จะฆ่ารถอีวีเสียทีเดียว หากต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงและเครือข่ายสถานีชาร์จครอบคลุมมากขึ้น ตลาดอาจสวิงกลับไปหารถยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง แต่ในตอนนี้ผู้บริโภคยังคงสนใจไฮบริดไม่ใช่ไฟฟ้า


ที่มา: CNBCForbesGristThe AtlanticThe New York Times