วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ กระทบตลาด EV ส่ง ‘ชิ้นส่วนรถ’ ไม่ทัน-ราคาแบตเตอรี่ผันผวน 

‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ กระทบตลาด EV ส่ง ‘ชิ้นส่วนรถ’ ไม่ทัน-ราคาแบตเตอรี่ผันผวน 

การบุกโจมตี “อิหร่าน” ของสหรัฐ และอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2026 สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างรุนแรง และรวดเร็ว และสถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นอีกเมื่อกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้การจราจรทางเรือลดลงทันทีถึง 70% สถานการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่การขนส่งน้ำมัน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อกำหนดการผลิต และราคาของรถยนต์ทั่วโลกอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าผู้บริหารในอุตสาหกรรมยานยนต์หลายคน อาจมองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซคือ ข้อจำกัดทางกายภาพที่สำคัญต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เนื่องจากน้ำมันดิบประมาณ 20% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 22% ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดหรือมีความเสี่ยงสูง ราคาพลังงานทั่วโลกจึงพุ่งสูงขึ้นทันที

 

ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง

พลังงานนับเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับกระบวนการผลิตรถยนต์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โรงหล่อเหล็กไปจนถึงโรงงานพ่นสี ล้วนแต่ใช้พลังงานในปริมาณมหาศาล นอกจากนี้ ชิ้นส่วนพลาสติกกว่า 150-200 กิโลกรัม ที่ใช้ในรถยนต์ ยังมีต้นทุนที่ผูกติดอยู่กับราคาปิโตรเคมี ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขาดแคลนวัตถุดิบที่ส่งผ่านช่องแคบนี้

นักวิเคราะห์คาดว่า ต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีอาจเพิ่มขึ้น 15-25% หากสถานการณ์ยังไม่เป็นปกติ ยิ่งไปกว่านั้น ยางสังเคราะห์ที่เป็นอนุพันธ์ของน้ำมันก็จะมีราคาพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อการผลิตยางรถยนต์ และซีลต่างๆ 

ปัญหาด้านโลจิสติกส์กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ เมื่อเรือบรรทุกสินค้าจำนวนมากต้องจอดรอหรือเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งเพิ่มเวลาในการเดินทางอีก 10-14 วัน การล่าช้านี้ส่งผลกระทบต่อระบบผลิตแบบทันเวลาพอดี หรือ “Just-in-Time” (JIT) อย่างรุนแรง โดยเฉพาะโรงงานในยุโรป และสหรัฐที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากเอเชีย นอกจากนี้ อัตราค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามยังพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการนำเข้า และส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ขณะที่ ผู้ผลิตรถยนต์ในเอเชียก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน เนื่องจาก 84% ของน้ำมันดิบที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีปลายทางอยู่ที่ตลาดเอเชีย โดยน้ำมันดิบ 90% ที่ญี่ปุ่นนำเข้าต้องใช้เส้นทางนี้ ขณะที่เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย 70% 

 

การปรับตัวของซัพพลายเชน

แดเนียล แฮร์ริสัน นักวิเคราะห์ยานยนต์อาวุโสจาก Ultima Media ชี้ให้เห็นว่าสงครามครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อซัพพลายเชน แต่ยังมีผลกระทบระดับมหภาคที่รุนแรง ต้นทุนพลังงาน และโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นจะบีบให้อัตรากำไรลดลง ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อจะนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในโครงการรถยนต์ไฟฟ้า จนทำให้รอบการลงทุน และทิศทางของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดต้องเปลี่ยนไป

ทางด้าน ดร.คริสตอฟ เอนเกลสเคียร์เชน นักเศรษฐศาสตร์จาก JD Power Europe ให้ความเห็นว่าผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งเป็นสำคัญ หากสงครามสิ้นสุดภายในไม่กี่สัปดาห์ ผลกระทบอาจจำกัดอยู่แค่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าบางส่วน แต่ถ้าลากยาวไปหลายเดือน จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อรายปีอย่างชัดเจน เขายังตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่ไม่ได้กระจายความเสี่ยงในซัพพลายเชนจะได้รับผลกระทบมากกว่ารายอื่นอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับผลกระทบต่อราคารถยนต์มือสอง และมูลค่าซาก (RV) ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในด้านหนึ่ง ราคารถยนต์มือสองอาจได้อานิสงส์จากเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากวิกฤตินี้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจเต็มตัว และผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากกำลังซื้อลดลง มูลค่ารถยนต์มือสองก็อาจร่วงลงอย่างหนักได้เช่นกัน

 

สถานการณ์ของรถ EV ในอนาคต

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานฟอสซิล แต่ในความเป็นจริงแล้วซัพพลายเชนของ EV ก็มีปัญหาไม่ต่างกัน เพราะแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ทำแบตเตอรี่ เช่น ลิเทียม โคบอลต์ และนิกเกิล ล้วนต้องผ่านกระบวนการถลุง และแปรรูปที่ใช้พลังงานสูงมาก เมื่อต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ราคาแบตเตอรี่ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ EV ก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ประกอบกับค่าขนส่งทางเรือที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสุดท้ายของรถ EV ในที่สุด

ทั้งนี้ ราคาลิเทียมคาร์บอเนตในจีนเพิ่งปรับตัวลดลงเกือบ 13% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงคราม สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากยอดขายรถ EV ในจีนที่ชะลอตัวลง โดยผู้นำตลาดอย่าง BYD มียอดขายลดลงกว่า 40% ในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังทำให้ความต้องการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในภูมิภาคลดลง ทั้งที่เดิมทีเคยเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของจีน

อย่างไรก็ตาม วิกฤติราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอาจกลายเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถ EV มากขึ้นในระยะยาว ในประเทศจีนที่มีรถ EV ราคาถูกเริ่มต้นเพียง 3,000-4,500 ดอลลาร์ ผู้บริโภคอาจตัดสินใจเปลี่ยนจากรถสันดาปเร็วกว่าเดิม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน หากวิกฤติน้ำมันยืดเยื้อ รัฐบาลจีนอาจรื้อฟื้นมาตรการอุดหนุนเพื่อกระตุ้นการใช้รถไฟฟ้าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นโอกาสให้จีนครองความเป็นผู้นำในตลาดนี้ได้มั่นคงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ในอิหร่าน ยังส่งผลให้เกิดการตื่นตัวเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน โดยกลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง Greenpeace เรียกร้องให้แต่ละประเทศเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่นเดียวกับที่ยุโรปเคยหันมาเน้นพลังงานสะอาดหลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย วิกฤติครั้งนี้ย้ำเตือนว่าการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งสูง สามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด

ในระยะสั้น ผู้ผลิตรถยนต์จำเป็นต้องปรับแผนโลจิสติกส์โดยใช้เส้นทางแหลมกู๊ดโฮปเป็นหลักอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ และต้องประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ในระดับ Tier-2 และ Tier-3 ที่อาจได้รับผลกระทบจากปิโตรเคมีขาดแคลน ฝ่ายจัดซื้อต้องทบทวนกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง ด้านพลังงาน และพอลิเมอร์ใหม่อย่างเร่งด่วนเพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

 

 

ที่มา: Automotive Manufacturing SolutionsAutosta24The Times of IndiaTIMETruth Dig

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์