วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ กระทบตลาด EV ส่ง ‘ชิ้นส่วนรถ’ ไม่ทัน-ราคาแบตเตอรี่ผันผวน 

‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ กระทบตลาด EV ส่ง ‘ชิ้นส่วนรถ’ ไม่ทัน-ราคาแบตเตอรี่ผันผวน 

การบุกโจมตี “อิหร่าน” ของสหรัฐและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2026 สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว และสถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นอีกเมื่อกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้การจราจรทางเรือลดลงทันทีถึง 70% สถานการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่การขนส่งน้ำมัน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อกำหนดการผลิตและราคาของรถยนต์ทั่วโลกอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าผู้บริหารในอุตสาหกรรมยานยนต์หลายคน อาจมองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซคือข้อจำกัดทางกายภาพที่สำคัญต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เนื่องจากน้ำมันดิบประมาณ 20% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 22% ของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดหรือมีความเสี่ยงสูง ราคาพลังงานทั่วโลกจึงพุ่งสูงขึ้นทันที

 

ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง

พลังงานนับเป็นต้นทุนสำคัญสำหรับกระบวนการผลิตรถยนต์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โรงหล่อเหล็กไปจนถึงโรงงานพ่นสี ล้วนแต่ใช้พลังงานในปริมาณมหาศาล นอกจากนี้ ชิ้นส่วนพลาสติกกว่า 150-200 กิโลกรัมที่ใช้ในรถยนต์ ยังมีต้นทุนที่ผูกติดอยู่กับราคาปิโตรเคมี ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขาดแคลนวัตถุดิบที่ส่งผ่านช่องแคบนี้

นักวิเคราะห์คาดว่า ต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีอาจเพิ่มขึ้น 15-25% หากสถานการณ์ยังไม่เป็นปรกติ ยิ่งไปกว่านั้น ยางสังเคราะห์ที่เป็นอนุพันธ์ของน้ำมันก็จะมีราคาพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อการผลิตยางรถยนต์และซีลต่าง ๆ 

ปัญหาด้านโลจิสติกส์กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ เมื่อเรือบรรทุกสินค้าจำนวนมากต้องจอดรอหรือเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งเพิ่มเวลาในการเดินทางอีก 10-14 วัน การล่าช้านี้ส่งผลกระทบต่อระบบผลิตแบบทันเวลาพอดี หรือ “Just-in-Time” (JIT) อย่างรุนแรง โดยเฉพาะโรงงานในยุโรปและสหรัฐที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากเอเชีย นอกจากนี้ อัตราค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามยังพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ต้นทุนการนำเข้าและส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ขณะที่ ผู้ผลิตรถยนต์ในเอเชียก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน เนื่องจาก 84% ของน้ำมันดิบที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีปลายทางอยู่ที่ตลาดเอเชีย โดยน้ำมันดิบ 90% ที่ญี่ปุ่นนำเข้าต้องใช้เส้นทางนี้ ขณะที่เกาหลีใต้นำเข้านำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย 70% 

 

การปรับตัวของซัพพลายเชน

แดเนียล แฮร์ริสัน นักวิเคราะห์ยานยนต์อาวุโสจาก Ultima Media ชี้ให้เห็นว่าสงครามครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อซัพพลายเชน แต่ยังมีผลกระทบระดับมหภาคที่รุนแรง ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นจะบีบให้อัตรากำไรลดลง ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อจะนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในโครงการรถยนต์ไฟฟ้า จนทำให้รอบการลงทุนและทิศทางของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดต้องเปลี่ยนไป

ทางด้าน ดร.คริสตอฟ เอนเกลสเคียร์เชน นักเศรษฐศาสตร์จาก JD Power Europe ให้ความเห็นว่าผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งเป็นสำคัญ หากสงครามสิ้นสุดภายในไม่กี่สัปดาห์ ผลกระทบอาจจำกัดอยู่แค่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าบางส่วน แต่ถ้าลากยาวไปหลายเดือน จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อรายปีอย่างชัดเจน เขายังตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทที่ไม่ได้กระจายความเสี่ยงในซัพพลายเชนจะได้รับผลกระทบมากกว่ารายอื่นอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับผลกระทบต่อราคารถยนต์มือสองและมูลค่าซาก (RV) ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ยังมีความไม่แน่นอนสูง ในด้านหนึ่ง ราคารถยนต์มือสองอาจได้อานิสงส์จากเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากวิกฤตินี้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจเต็มตัวและผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากกำลังซื้อลดลง มูลค่ารถยนต์มือสองก็อาจร่วงลงอย่างหนักได้เช่นกัน

 

สถานการณ์ของรถ EV ในอนาคต

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานฟอสซิล แต่ในความเป็นจริงแล้วซัพพลายเชนของ EV ก็มีปัญหาไม่ต่างกัน เพราะแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ทำแบตเตอรี่ เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล ล้วนต้องผ่านกระบวนการถลุงและแปรรูปที่ใช้พลังงานสูงมาก เมื่อต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น ราคาแบตเตอรี่ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ EV ก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ประกอบกับค่าขนส่งทางเรือที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อราคาสุดท้ายของรถ EV ในที่สุด

ทั้งนี้ ราคาลิเธียมคาร์บอเนตในจีนเพิ่งปรับตัวลดลงเกือบ 13% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงคราม สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากยอดขายรถ EV ในจีนที่ชะลอตัวลง โดยผู้นำตลาดอย่าง BYD มียอดขายลดลงกว่า 40% ในเดือนกุมภาพันธ์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังทำให้ความต้องการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในภูมิภาคลดลง ทั้งที่เดิมทีเคยเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของจีน

อย่างไรก็ตาม วิกฤติราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอาจกลายเป็นตัวเร่งให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถ EV มากขึ้นในระยะยาว ในประเทศจีนที่มีรถ EV ราคาถูกเริ่มต้นเพียง 3,000-4,500 ดอลลาร์ ผู้บริโภคอาจตัดสินใจเปลี่ยนจากรถสันดาปเร็วกว่าเดิม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน หากวิกฤติน้ำมันยืดเยื้อ รัฐบาลจีนอาจรื้อฟื้นมาตรการอุดหนุนเพื่อกระตุ้นการใช้รถไฟฟ้าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นโอกาสให้จีนครองความเป็นผู้นำในตลาดนี้ได้มั่นคงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ในอิหร่าน ยังส่งผลให้เกิดการตื่นตัวเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน โดยกลุ่มรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง Greenpeace เรียกร้องให้แต่ละประเทศเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เช่นเดียวกับที่ยุโรปเคยหันมาเน้นพลังงานสะอาดหลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย วิกฤติครั้งนี้ย้ำเตือนว่าการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งสูง สามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด

ในระยะสั้น ผู้ผลิตรถยนต์จำเป็นต้องปรับแผนโลจิสติกส์โดยใช้เส้นทางแหลมกู๊ดโฮปเป็นหลักอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ และต้องประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ในระดับ Tier-2 และ Tier-3 ที่อาจได้รับผลกระทบจากปิโตรเคมีขาดแคลน ฝ่ายจัดซื้อต้องทบทวนกลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง ด้านพลังงานและโพลิเมอร์ใหม่อย่างเร่งด่วนเพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น


ที่มา: Automotive Manufacturing SolutionsAutosta24The Times of IndiaTIMETruth Dig