วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

‘น้ำมันแพง’ ปัจจัยกระตุ้นคนใช้ ‘รถอีวี’ ประหยัดจริง ควบคุมค่าใช้จ่าย ช่วยชาติประหยัดพลังงาน

‘น้ำมันแพง’ ปัจจัยกระตุ้นคนใช้ ‘รถอีวี’ ประหยัดจริง ควบคุมค่าใช้จ่าย ช่วยชาติประหยัดพลังงาน

ราคาน้ำมัน” ในตลาดโลกยังผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ “สงครามอิหร่าน” ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาสนใจเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ามากขึ้น ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ซื้อขายรถยนต์และแนวโน้มการค้นหาของ Google ระบุว่า เมื่อราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้น ยอดการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดจะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างเห็นได้ชัด

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ช่วงวิกฤติน้ำมันในทศวรรษ 1970 และ 1980 เคยเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหันไปเลือกใช้รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันแทนรถยนต์ขนาดใหญ่ที่กินน้ำมันสูง และมันอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในตอนนี้ ซึ่งผู้คนต้องการประหยัดเงินลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ด้วยการหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

 

จุดเปลี่ยนในการตัดสินใจ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งข้อสังเกตว่า ความสนใจที่เพิ่มขึ้นในโลกออนไลน์ยังไม่สามารถสะท้อนถึงยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นในทันทีเสมอไป เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อรถยนต์เป็นกระบวนการตัดสินใจที่ใช้เวลานาน ดังนั้นปัจจัยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ก็ต่อเมื่อ ราคาน้ำมันมีความผันผวนนานหลายเดือน

โจว ฮุยลิง นักวิเคราะห์รถยนต์ไฟฟ้าของ BloombergNEF ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้คนรู้สึกว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีความคุ้มค่ามากกว่ารถยนต์สันดาป ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันสูงเกิน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าคุ้มทุนตลอดกาลใช้งานกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันอย่างชัดเจน แม้จะคำนวณในพื้นที่ที่มีค่าไฟฟ้าสูงก็ตาม

ตอนนี้ราคาน้ำมันในแคลิฟอร์เนียพุ่งสูงเกิน 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยไปมาก ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกที่ประหยัดกว่าในทันที

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะแพงขึ้น แต่ผู้บริโภคมักจะพิจารณาจากความเชื่อมั่นในอนาคตด้วย หากรู้สึกว่าน้ำมันจะมีราคาสูงไปเรื่อย ๆ หลายปี พวกเขาก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้ออย่างถาวร แต่ถ้ารู้สึกว่าอีกไม่นานน้ำมันก็ถูกลง ผู้บริโภคอาจเลือกใช้วิธีลดการเดินทาง หรือใช้นส่งสาธารณะแทนการเปลี่ยนรถ

นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังสามารถการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายได้ด้วย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อจิตวิทยาของผู้บริโภค เมื่อผู้ขับขี่สามารถประเมินต้นทุนการชาร์จไฟได้อย่างแม่นยำมากกว่าการเติมน้ำมัน สิ่งนี้จะกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงปฏิบัติที่มีผลในการตัดสินใจเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบไฟฟ้า

กระทรวงพลังงานของสหรัฐ ระบุว่า ผู้ขับขี่ที่เลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าใหม่หรือมือสอง สามารถประหยัดค่าน้ำมันได้ถึง 2,200 ดอลลาร์ต่อปี แม้แต่ผู้ขับขี่รถยนต์ไฮบริดก็สามารถประหยัดค่าน้ำมันได้ถึง 1,500 ดอลลาร์ต่อปี

“นักวิจัยพบว่าไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ที่ใดในประเทศ คุณก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้หากขับรถยนต์ไฟฟ้า โดยพื้นที่ที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด คือพื้นที่มีราคาน้ำมันเบนซินแพง แต่ราคาไฟฟ้าถูก และผู้ขับขี่ขับรถในระยะทางไกล รวมถึงใช้รถยนต์รุ่นเก่าที่มีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงต่ำกว่า”

ขณะเดียวกัน เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าประหยัดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของและบำรุงรักษาโดยเฉลี่ยประมาณ 8,811 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปที่ขายดีที่สุดในแต่ละรุ่น ตลอดระยะเวลาการใช้งานรถยนต์ 200,000 ไมล์ ตามข้อมูลของ Consumer Reports

การเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า ยังเป็นกลไกสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับชาติ เนื่องจากสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้จากแหล่งพลังงานที่หลากหลายภายในประเทศ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมักส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวน

เอริช มูห์เลกเกอร์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิสกล่าวว่า “ราคาค่าไฟฟ้าในที่พักอาศัยถูกควบคุมโดยรัฐและมี ความผันผวนน้อยกว่าราคาน้ำมันมาก ด้วยเหตุนี้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าจึงแทบไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะช็อกของราคาน้ำมัน” 

 

กลยุทธ์การตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ในช่วงที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามีการชะลอตัว ผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายได้เริ่มออกโปรโมชันเพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อ โดยเฉพาะการลดราคาเพื่อให้ถูกกว่าหรือราคาพอ ๆ กับรถยนต์สันดาปในระดับเดียวกัน 

ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายราย ลดราคารถไฟฟ้าลงรุ่นละหลายพันถึงหมื่นดอลลาร์ โดย GMC Sierra EV ลดลง 23.5%, Chevrolet Equinox EV ลดลง 21% และ Hyundai Ioniq 5 ลดลง 22.6%  เพื่อระบายสต็อกสินค้าและแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในช่วงที่ราคาน้ำมันกำลังกดดันผู้บริโภค เนื่องจากตอนนี้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้าสู่ “สภาวะตลาดของผู้ซื้อ” (Buyer’s Market) ที่คนซื้อน้อยกว่ารถที่มี

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น คือการเติบโตของตลาดมือสอง ข้อมูลชี้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วในบางตลาดเริ่มมีราคาต่ำกว่ารถยนต์สันดาปมือสองแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณรถที่หมดสัญญาเช่าซื้อเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดมากขึ้น

รายงานของ Cox Automotive ระบุว่า ส่วนต่างราคาระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซินใหม่ในเดือนก.พ. 2026 ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 6,532 ดอลลาร์ ตลาดรถยนต์มือสองมีส่วนต่างที่แคบกว่านั้นอีกที่ 1,334 ดอลลาร์ โดย 18 จาก 26 แบรนด์มีราคาเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้ามือสองต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซินมือสอง

ขณะที่รายงานจาก Consumer Reports ยืนยันว่ารถยนต์ไฟฟ้าช่วยประหยัดค่าบำรุงรักษาได้มหาศาลตลอดอายุการใช้งาน เนื่องจากการมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่าและไม่ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าของได้เฉลี่ยเกือบ 9,000 ดอลลาร์

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีอัตราการเสื่อมราคาที่ค่อนข้างเร็วในช่วงแรก เมื่อเทียบกับรถยนต์น้ำมัน แต่การประหยัดค่าเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงที่สะสมตลอดหลายปีจะช่วยชดเชยส่วนต่างดังกล่าวได้ และทำให้มูลค่าการครอบครองโดยรวมมีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์

 

อุปสรรคและทางเลือกในระยะเปลี่ยนผ่าน

รถอีวียังคงมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่ ปัญหาจุดชาร์จไม่เพียงพอเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มลังเล โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรือพื้นที่ที่เข้าถึงสถานีชาร์จได้ยาก

ขณะเดียวกัน ยังคงมีความเหลื่อมล้ำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงมากที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้น้อยที่สุด เนื่องจากราคาเริ่มต้นที่ยังคงสูงเกินเอื้อมและความยากลำบากในการหาที่ชาร์จประจำ

ในสถานการณ์เช่นนี้ รถยนต์ไฮบริดจึงถูกมองว่าเป็นตัวเชื่อมสำคัญ เนื่องจากสามารถประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 25-45% โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานหรือกังวลเรื่องการหาจุดชาร์จไฟ ทำให้รถยนต์ประเภทนี้มักมียอดขายพุ่งสูงขึ้นควบคู่ไปกับรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อน้ำมันแพง

การใช้รถยนต์ไฟฟ้า จึงถือเป็นการก้าวออกจากวงจรความผันผวนของตลาดน้ำมันโลก รายงานจาก Emberสถาบันวิจัยด้านพลังงาน พบว่ารถยนต์ไฟฟ้าได้ช่วยประหยัดน้ำมันไปประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันแล้ว แม้ว่าจะยังห่างไกลจากปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในแต่ละวันที่อยู่ที่ 20 ล้านบาร์เรล แต่ก็คิดเป็นประมาณ 70% ของผลผลิตน้ำมันของอิหร่าน

แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีนโยบายใดที่สามารถควบคุมราคาน้ำมันได้อย่างสมบูรณ์ การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าจึงเป็นเพียงหนทางเดียวที่ผู้บริโภคจะสามารถควบคุมต้นทุนการเดินทางของตนเองได้อย่างยั่งยืน


ที่มา: Business InsiderEuro NewsFast Company, The Wall Street JournalUSA TodayVox