background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ถกเข้ม APEC Health Week คุม “มะเร็งปากมดลูก” หลังหยุดชะงักจากโควิด

ถกเข้ม APEC Health Week คุม “มะเร็งปากมดลูก” หลังหยุดชะงักจากโควิด

ประชุม APEC Health Week หารือเชิงนโยบาย กำจัดไวรัส HPV และ "มะเร็งปากมดลูก” เผยผู้ป่วย 38% และผู้เสียชีวิต 35% อยู่ในเขตเศรษฐกิจ APEC ระดมสมองวางแนวทางดำเนินงานป้องกัน คัดกรอง รักษา หลังหยุดชะงักในช่วงโควิด ไทยเร่งหาวัคซีนเอชพีวี ฉีดย้อนหลังนักเรียนหญิง ป.5 หลังหยุดไป 2 ปี

วันนี้ (22 สิงหาคม 2565) ที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การประชุม APEC Health Week วันแรกในช่วงบ่าย มีการประชุมหารือเชิงนโยบายเรื่องการกำจัดไวรัส HPV และมะเร็งปากมดลูก สาเหตุที่มีการนำเรื่องนี้ขึ้นมาหารือในการประชุม APEC Health Week เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นหนึ่งใน โรคมะเร็ง ที่พบได้บ่อยในสตรีทั่วโลก แต่ละปีจะมีผู้ป่วยใหม่ราว 6 แสนราย และมีผู้เสียชีวิตราว 3.4 แสนราย

ซึ่งจำนวนนี้พบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ในเขตเศรษฐกิจ APEC ถึงร้อยละ 38 และพบผู้เสียชีวิตร้อยละ 35 โดยการประชุมในวันนี้เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานการสร้างขีดความสามารถ และการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อขจัดปัญหาอุปสรรคในการป้องกัน คัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก การดูแลรักษาผู้ป่วย

ทั้งในระยะที่รักษาได้หรือในระยะท้ายที่ดีที่สุด รวมถึง รับฟังปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และแนวทางแก้ไขปัญหา 

 

ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกเขตเศรษฐกิจสามารถดำเนินงานได้ตามแผนงานแรกของเอเปคในการส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับผู้หญิงผ่านการป้องกัน และควบคุมโรคมะเร็งปากมดลูก (The First APEC Roadmap to Promote Sustainable Economic Advanced for Women through Cervical Cancer Prevention and Control) ซึ่งจัดทำขึ้นในช่วงปี 2014-2017 และตามนโยบายของ องค์การอนามัยโลก ในการกำจัดโรค มะเร็งปากมด ลูกภายในปี 2030

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยมีแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ พ.ศ. 2561-2565 ซึ่งในเรื่องของมะเร็งปากมดลูกครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรอง และการรักษาโรค โดยปัจจุบันบรรจุอยู่ในแผนการดำเนินงานของเขตสุขภาพทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งในเรื่องของการป้องกันเราบรรจุการฉีดวัคซีนป้องกัน มะเร็งปากมดลูก หรือวัคซีนเอชพีวี เข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ และบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ ทั้งวัคซีนชนิด 2 สายพันธุ์และ 4 สายพันธุ์ เพื่อฉีดให้แก่นักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละปี มีประมาณ 4 แสนคน เป็นการฉีดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ โดยเริ่มฉีดมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีความคุ้มทุน และมีประสิทธิผลป้องกันโรคสูง และยาวนาน

 

ส่วนการคัดกรองมีแนวทางการตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear) ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2565 กระทรวงสาธารณสุข จัดโครงการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยการเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเอง (HPV Self Sampling) หลังเก็บตัวอย่างใส่ลงในหลอดน้ำยาตามขั้นตอนที่กำหนดแล้วสามารถส่งไปยังโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการเพื่อดำเนินการตรวจ และรายงานผลตรวจต่อไป ทำให้ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล

 

เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์เก็บตัวอย่าง ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากมีความเขินอาย กลัวการใส่เครื่องมือทางช่องคลอด หรือไม่อยากเสียเวลางาน ทำให้ไม่ไปตรวจ จึงเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการตรวจคัดกรองมากขึ้น ส่วนการรักษาแพทย์จะพิจารณาตามระยะ โดยมีการรักษาทั้งการผ่าตัด การใช้เคมีบำบัด การฉายรังสีรักษา ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้ตามสิทธิประโยชน์

 

 

“ภายในที่ประชุมมีการหารือถึงเรื่องการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกที่หยุดไปในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 และเตรียมความพร้อมให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องหากเกิดโรคระบาดแบบนี้อีก ซึ่งช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โรคโควิด-19 มีผลต่อการผลิต และจัดหาวัคซีนเอชพีวีป้องกันมะเร็งปากมดลูก ทำให้ไม่สามารถจัดหาเข้าฉีดเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของไทยได้ รวมกว่า 8 แสนคน"

"แต่ในปีนี้เราสามารถจัดหาวัคซีนเอชพีวีเข้ามาฉีดนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้แล้วประมาณ 4 แสนคน และอยู่ระหว่างการจัดหาเพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนย้อนหลังสำหรับ 2 ปีที่ผ่านมาอีก” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์