"โรคมะเร็ง" นับเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของไทย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน "มะเร็งลำไส้ใหญ่" มีวิวัฒนาการการรักษาที่ดีขึ้น ทั้งป้องกัน รักษา หรือเป็นมากแล้วก็ยังมีโอกาสรักษาให้หายได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญ เมื่อเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว คือ การรักษาที่ถูกต้อง
เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 65 "รศ.พญ.สติมัย อนิวรรณน์" หน่วยโรคทางเดินอาหาร รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวในงาน ประชุมวิชาการในหัวข้อ “มะเร็งลำไส้ใหญ่ ใส่ใจป้องกันรักษาได้” ครั้งที่ 2 จัดโดย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยอธิบายว่า ลำไส้ใหญ่ เปรียบเหมือนท่อน้ำที่นิ่ม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิดปกติ จากเนื้องอก สู่เนื้อร้าย ดังนั้น การวินิจฉัยโดยการซักอาการ ตรวจร่างกาย และผลเลือด ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นมะเร็งลำไส้หรือไม่ แต่ต้องการการตรวจที่มีความไว ได้แก่ การตรวจอุจจาระ การเอกซเรย์ แต่ทั้งสองสิ่งนี้ต้องมายืนยันผลตรวจอีกครั้งด้วยการส่องกล้อง
ตรวจหา "มะเร็งลำไส้ใหญ่" ได้ด้วยวิธีใดบ้าง
การตรวจอุจจาระหาเลือดแฝง ด้วย Rapid Test ตรวจด้วยตัวเอง และ Quantitative Test ที่โรงพยาบาล โดยความแม่นยำ ได้แก่ มะเร็งลำไส้ ความไว 79% แปลว่า หากเป็นมะเร็งจะมีโอกาสหามะเร็งไม่เจอกว่า 20% , ตรวจเนื้องอกลำไส้ ขนาดเกิน 1 ซม. ความไว 22% และผลบวกลวง แต่ลำไส้ปกติ 6%
การตรวจอุจจาระหาเลือดแฝงและเซลล์อักเสบอื่นๆ พบว่า ความแม่นยำสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังใกล้เคียงเดิม คือ ความไว 80% , เนื้องอกลำไส้ ขนาดเกิน 1 ซม. ความไวเพิ่มขึ้น 81% แต่เมื่อดูผลบวกลวง คือ ผลบวกแต่มาตรวจลำไส้แล้วปกติ เพิ่มขึ้นกว่า 54%
ขณะเดียวกัน ในต่างประเทศ มีการตรวจอุจจาระ หาเลือดแฝงและดีเอ็นเออื่นๆ พบว่า ประสิทธิภาพการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 92% เนื้องอกลำไส้ ขนาดเกิน 1 ซม. ความไว 42% และ ผลบวกลวงอยู่ที่ 12%
ส่องกล้องลำไส้เสมือจริงด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ วิธีคือ ทานยาระบายเพื่อล้างลำไส้ ถัดมา คือ ใส่สายยางเป่าลมเข้าทางทวารหนัก เข้าเครื่องสแกนท่านอนหงายและนอนคว่ำ และมีโปรแกรมสร้างภาพลำไส้ 3 มิติ เมื่อดูประสิทธิภาพ พบว่า การวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ ความไว 96% เนื้องอกลำไส้ขนาดเกิน 1 ซม. ความไว 90% และผลบวกลวง 14%
กล้องแคปซูลลำไส้ใหญ่ วิธี คือ ทานยาระบายเพื่อล้างลำไส้ กลืนกล้องแคปซูลและติดเครื่องรับสัญญาณภาพ ทานยาระบายเป็นระยะๆ นาน 8-10 ชั่วโมง และถอดสัญญานภาพเข้าโปรแกรมวิดีโอ ประสิทธิภาพ ความไวในการวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ 93% เนื้องอกลำไส้ 1 ซม. ความไว 91% และ ผลบวกลวง 3%
ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เป็นการวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐานสูงสุด สามารถวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ ความไว 100% และ เนื้องอกลำไส้ 1 ซม. ความไว 95%
แต่เดิมเรามีแค่กล้องธรรมดาในการส่อง ขณะที่ ปัจจุบัน มีการติดปีกซิลิโคนที่ปลายกล้อง เพื่อคลี่ลำไส้ ให้เห็นติ่งเนื้อที่ซ่อนในผนังลำไส้ นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีการปรับสีให้คมชัด และ การรวมทั้ง 2 เทคนิคเข้าด้วยกัน เมื่อเทียบประสิทธิภาพ พบว่า
- กล้องมาตรฐาน ค้นหาติ่งเนื้อเจอ 47%
- ติดปีกซิลิโคนที่ปลายกล้อง ค้นหาเจอ 52.8%
- เทคโนโลยีการปรับสีให้คมชัด 51.2%
- ติดปีกซิลิโคนที่ปลายกล้อง + เทคโนโลยีการปรับสีให้คมชัด ค้นหาเจอ 57.2%
นอกจากนี้ ยังมี เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยหาติ่งเนื้อ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ช่วยให้การตรวจแม่นยำมากขึ้น ณ ปัจจุบัน ได้ร่วมมือกับ ทีมงาน ผศ.ดร.พีรพล เวทีกุล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เรียกว่า DEEP GI
สรุปความไวในการตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่
- ส่องกล้องลำไส้ 100%
- ส่องกล้องลำไส้เสมือนจริง 96%
- กล้องแคปซูลลำไส้ใหญ่ 93%
- อุจจาระหาเลือดและดีเอ็นเอ 92%
- อุจจาระหาเลือดแฝง 79%
ความไวในการตรวจหาติ่งเนื้อลำไส้
- ส่องกล้องลำไส้ 95%
- ส่องกล้องลำไส้เสมือนจริง 90%
- กล้องแคปซูลลำไส้ใหญ่ 91%
- อุจจาระหาเลือดและดีเอ็นเอ 42%
- อุจจาระหาเลือดแฝง 22%
สัญญานอันตราย ที่ควรตรวจมะเร็งลำไส้
นพ.ฐิติเทพ ลิ้มวรพิทักษ์ หน่วยศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า การตรวจวินิจฉัยที่สำคัญ คือ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ข้อดีคือ เห็นรูปร่างหน้าตาของก้อนมะเร็งชัดเจน และในกรณีที่มีก้อนมะเร็งมากกว่า 1 ก้อน ก็สามารถดูได้ และสามารถนำเนื้อไปตรวจ หรือ ตัดติ่งเนื้อในระยะก่อนเป็นมะเร็งได้ นอกจากการตรวจคัดกรองแล้ว สัญญานอันตรายอะไรบ้างที่ควรมาตรวจมะเร็งลำไส้ ได้แก่
- ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นมูก
- ขับถ่ายผิดปกติ ท้องผูกสลับกับท้องเสีย อุจจาระลีบเล็ก
- อ่อนเพลีย ซีด ความเข้มข้นของเลือดต่ำ
- ปวดท้องเรื้อรัง
- คลำได้ก้อนหน้าท้อง
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
การลุกลามของมะเร็งลำไส้ใหญ่
เนื่องจากมะเร็งเป็นเนื้อร้าย ที่ลุกลาม แพร่กระจาย โดยหลักๆ แล้วจะมี 3 วิธี คือ
- ลุกลามไปอวัยวะข้างเคียง
- แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง
- แพร่กระจายไปทางกระแสเลือด ทำให้เกิดการกระจายไปยังอวัยอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป ทำให้ระยะของโรคเป็นมากขึ้น
การตรวจเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน การส่องกล้องยังไม่สามารถบอกระยะลุกลามของโรคได้ ดังนั้น จึงต้องเพิ่มเติมการตรวจทางรังสีวิทยา ได้แก่
- CT Scan ทรวงอกและช่องท้อง มีความไวเพียงพอและรายละเอียดชัดเจน รวมถึงสามารถเห็นการแพร่กระจายไปที่ตับได้ และช่วงอกเมื่อมีการแพร่กระจายไปที่ปอด
- MRI อุ้งเชิงกราน มักจะใช้กรณีที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือลำไส้ตรง จะให้รายละเอียดที่ชัดเจนขึ้น
ระยะของมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ระยะต้น (Stage 1-2) ถือเป็นระยะต้น มะเร็งจำกัดแค่ในผนังลำไส้ หรือนอกลำไส้เล็กน้อย ลุกลามเข้าสู่อวัยวะข้างเคียงได้แต่ยังไม่กระจายไปส่วนอื่น
- ระยะลุกลาม (Stage 3) มีการลุกลามของมะเร็งลำไส้ไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รับของเสียจากลำไส้
- ระยะแพร่กระจาย (Stage 4) ลุกลามไปยัง ตับ ปอด กระดูก หรือ อวัยวะอื่นๆ
การผ่าตัดรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
มีบทบาทในทุกระยะ ได้แก่
1. ผ่าตัดเฉพาะเยื่อบุลำไส้ใหญ่
- ผ่านการส่องกล้อง ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ โดยเป็นมะเร็งระยะต้นไม่เกินผนังลำไส้ จะทำการตัดลอกเนื้อมะเร็งออก ซึ่งใช้ได้ในบางกรณี และบุคคล
- ผ่านทางทวารหนัก กรณีนี้ก้อนมะเร็งต้องอยู่ใกล้ปากทวารหนัก ใช้ได้ระยะที่ 1 ในบางกรณีเท่านั้น
2. ผ่าตัดลำไส้ใหญ่ผ่านทางช่องท้อง
- ผ่าตัดแบบเปิด เป็นมาตรฐานผ่าตัดทั่วไป ข้อเสียคือ ต้องผ่าตัดใหญ่ นาน ลำไส้ต้องออกมาเจออากาศเยอะ ลำไส้กลับมาฟื้นตัวช้า แผลใหญ่ เจ็บเยอะ
- ผ่าตัดผ่านกล้อง รพ.จุฬาลงกรณ์ ใช้วิธีนี้เป็นหลัก โดยใช้เครื่องมือส่องกล้องเข้าหน้าท้องให้ท้องพองเพื่อให้มีพื้นที่ในการผ่าตัดมากขึ้น โดยมีเครื่องมือเป็นไม้ยาวๆ เข้าไปเพื่อทำการผ่าตัดต่อลำไส้ ลำไส้โดนอากาศน้อย แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว
3. การผ่าตัดแบบเก็บหูรูดทวารหนัก ทำได้ในบางกรณี
4. การผ่าตัดเปิดทวารเทียม
ใช้ใน 3 กรณีหลัก ได้แก่
- แก้ไขภาวะลำไส้อุดตัน
- เปิดชั่วคราวหลังผ่าตัด
- ทวารเทียมถาวร
ทั้งนี้ การป้องกันรักษา หากตรวจเจอตั้งแต่เป็นติ่งเนื้อ ยังไม่พัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ การรักษาก็สามารถตัดออกทางกล้องได้เลย ไม่ต้องมีแผลหน้าท้อง ไม่ต้องมีทวารเทียมหน้าท้อง ดังนั้น สามารถคัดกรองก่อนได้
รังสีรักษา กับมะเร็ง
นพ.เพชร อลิสานันท์ หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า รังสีรักษา คือ การใช้รังสีพลังงานสูงเพื่อทำลายสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่ทำหน้าที่ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ไม่ร้อน ไม่มีความรู้สึก การรักษามะเร็งทวารหนักนิยมใช้การฉายรังสีภายนอก (External beam radiation therapy : EBRT)
ปัจจุบัน การฉายรังสีจากภายนอกสามารถเล็งเป้าหมายในร่างกายผู้ป่วยได้แม่นยำ ความคลาดเคลื่อนเพียง 1 มิลลิเมตร โดยมีหลักการสำคัญ เพื่อให้เซลล์มะเร็งได้ปริมาณรังสีมากพอเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ปกติได้รับปริมาณรังสีให้น้อยที่สุด เพื่อลดผลข้างเคียงจากการรักษา เซลล์ปกติส่วนมากสามารถฟื้นตัวหลังจากรังสีได้ดี ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะดีขึ้นหลังจากฉายรังสีไม่กี่สัปดาห์
บทบาทของรังสีรักษาในมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก
- ผู้ป่วยมะเร็งประมาณ 50% ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี
- ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รังสีรักษามีบทบาทมากในมะเร็งทะวารหนัก
ข้อบ่งชี้สำหรับรังสีรักษาในมะเร็งทวารหนัก ได้แก่
- เป็นการรักษาหลักสำหรับมะเร็งปลายทวารหนัก (Anal cancer)
- เป็นการรักษาเสริมก่อนการผ่าตัดมะเร็งทวารหนักเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็ง
- เป็นการรักษาเสริมหลังการผ่าตัด กำจัดเซลล์มะเร็ที่อาจจะหลงเหลือและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
- อาจจะใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด เพื่อเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค
- ใช้เพื่อการรักษาแบบประคับประคองในผู้ป่วยระยะแพร่กระจายเพื่อลดอาการเฉพาะที่ เช่น ปวด การกระจายไปที่ปอด หรือตับ
การฉายรังสีแต่ละครั้งเป็นอย่างไร
- ผู้ป่วยจะได้รับการจัดท่าที่เหมาะสมบนเตียงสำหรับฉายรังสีโดยนักรังสีเทคนิค
- เครื่องฉายรังสีจะหมุนรอบตัวผู้ป่วยเพื่อปล่อยรังสีไปยังเป้าหมายจากหลายทิศทาง
- การรักษาส่วนมากจะทำ 5 ครั้งต่อสัปดาห์ วันจันทร์ – ศุกร์
- ใช้เวลาครั้งละ 15-20 นาที
- สำหรับมะเร็งทวารหนักจะมีการฉายรังสีจำนวน 25-28 ครั้ง หรือในบางรายอาจจะได้รับรังสี 5 ครั้ง
- ระหว่างทำการฉายรังสีผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือร้อนจากการฉายรังสี
- ในแต่ละครั้งที่รับการรักษาผู้ป่วยจะนอนอยู่บนเตียง และสามารถสื่อสารกับทีมรักษาพยาบาลได้ตลอดเวลาผ่านไมโครโฟนและกล้องวงจรผิด
ผลข้างเคียงจากการฉายรังสี
โดยทั่วไปผู้ป่วยจะพบแพทย์สัปดาห์ละครั้งเพื่อติดตามการรักษาและผลข้างเคียง
สำหรับการฉายรังสีในมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอาจจะพบผลข้างเคียง ดังนี้
- ผิวหนัง : มีความระคายเคืองหรือผิวแห้งบริเวณที่โดนรังสี แผลบริเวณนี้อาจจะหายช้า
- คลื่นไส้
- ถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้น รู้สึกระคายเคืองเวลาถ่ายอุจจาระ
- ปัสสาวะขัด
- อ่อนเพลีย
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะดีขึ้นและหายได้ในไม่กี่สัปดาห์หลังจากรักษาครบ
เนื่องจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จะใช้การรักษาด้วยรังสีร่วมกับการผ่าตัด เป็นการฉายรังสีเพื่อให้ก้อนมะเร็งเล็กลง ดังนั้น ปริมาณรังสีโดยรวมไม่สูงเท่ากับการฉายรังสีในมะเร็งอื่นๆ ผลข้างเคียงเกิดขึ้นจึงเป็นผลข้างเคียงชั่วคราว
ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับรังสี
1. รังสีทำให้เกิดความร้อน
- ผู้ป่วยไม่รู้สึกร้อนขณะที่กำลังรักษาด้วยรังสี
2. รังสีทำให้ผมร่วง
- ผมไม่ร่วง ยกเว้นผู้ที่ได้รับการฉายรังสีบริเวณศีรษะเท่านั้น
3. ผู้ป่วยต้องแยกตัวจากผู้อื่นเนื่องจากมีรังสี
- ไม่ต้องแยกตัวจากผู้อื่นเนื่องจากผู้ป่วยไม่มีการปล่อยรังสี
4. ผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีห้ามโดนแดด
- สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
5. การฉายรังสีใช้สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นมากแล้วเท่านั้น
- รังสีรักษาสามารถใช้ได้ในผู้ป่วยมะเร็งทุกระยะ
มะเร็งลำไส้ใหญ่ กับการรักษาด้วยยา
ด้าน พญ.นุสรา ภาคย์วิศาล ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรคมะเร็งครบวงจร รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้นกับปัจจัยหลักที่สำคัญ 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยของตัวโรคมะเร็ง คือ ระยะของโรคมะเร็ง และ ปัจจัยของผู้ป่วย ได้แก่ สมรรถภาพความแข็งแกร่งของผู้ป่วย รวมทั้งโรคอื่นๆ
ยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
1. ยาเคมีบำบัด
ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วรวมถึงเซลล์มะเร็ง โดยบทบาทของยาเคมีบำบัดในมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ได้แก่
- การรักษาเสริมหลังการผ่าตัดในมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 ที่มีความเสี่ยงสูง และระยที่ 3
- ใช้ควบคู่กับการฉายแสงในมะเร็งลำไส้ตรง ระยะที่ 2 และ 3
- การรักษาหลักในมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะแพร่กระจาย
2. ยามุ่งเป้า
จัดเป็นยาชีววัตถุ (Biological product) คือ ยาที่ผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในระดับโมเลกุล ซึ่งในมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมียาสำคัญ 2 กลุ่ม ได้แก่
- Anti-VEGF : ยับยั้งโมเลกุลในการสร้างเส้นเลือดไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง
- Anti-EGFR : ยับยั้งโมเลกุลที่ส่งสัญญาณในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยใช้ยา Anti-EGFR มีความจำเป็นต้องนำชิ้นเนื้อมาตรวจการเปลี่ยนแปลงในระดับยีน เพื่อประเมินโอกาสในการตอบสนองต่อการใช้ยาจึงจะสามารถใช้ยาได้
ใช้ "ยามุ่งเป้า" ในระยะใด
ยามุ่งเป้าในมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีบทบาทเฉพาะ ในระยะแพร่กระจายเป็นหลัก เพื่อเสริมประสิทธิภาพของเคมีบำบัด หมายความว่า เคมีบำบัด ยังเป็นหลัก โดยพิจารณาการใช้ ดังนี้
1. พิจารณาให้ควบคู่กับยาเคมีบำบัดขนานแรก
- ผู้ป่วยที่มีการกระจายของมะเร็งไปที่ตับเพียงอวัยวะเดียว และศัลยแพทย์ประเมินว่ามีโอกาสผ่าตัดก้อนมะเร็งออกได้หม หากก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง ซึ่งการผ่าตัดออกหมดจะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้
- ผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินว่ามีการกระจายของโรคมะเร็งปริมาณมาก โดยช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค
2. พิจารณาให้ควบคู่กับยาเคมีบำบัดขนานที่ 2 หรือ 3
- ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัดขนานแรก
3. ยาภูมิคุ้มกันบำบัด
- เซลล์มะเร็ง นับว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย แต่มะเร็งสามารถหลบหลีกการถูกทำลายจากระบบภูมิคุ้มกัน โดยสร้างสารบางชนิดมาปิดกั้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถจำกัดเซลล์มะเร็งได้
- ยาภูมิคุ้มกันบำบัด จะออกฤทธิ์ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยกลับมาทำงาน และจัดการกับเซลล์มะเร็งในร่างกาย
ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ใช้ได้ทุกคนหรือไม่
การใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดในมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีความจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมก่อนว่า ผู้ป่วยมีโอกาสตอบสนองต่อการใช้ยาหรือไม่ โดยการตรวจ IHC for MMR protein หรือ MSI testing
ปัจจุบัน ยาภูมิคุ้มกันบำบัด มีบทบาทเฉาะในระยะแพร่กระจาย โดย พิจารณา ดังนี้
- พิจารณาเป็นทางเลือกในการให้ยาขนานแรก ในผู้ป่วยที่ตรวจพบ MSI-high รหือ dMMR
- พิจารณาเป็นยาขนานถัดไป ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยที่ตรวจพบ MSI-high รหือ dMMR
ทั้งนี้ การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จำเป็นต้องมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสหสาขา ได้แก่
- ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก: การส่องกล้อง ผ่าตัดลำไส้ ทวารเทียม
- อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา: ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า ยาภูมิคุ้มกันบำบัด
- แพทย์รังสีรักษา: การฉายแสง
- ศัลยแพทย์ด้านตับ: การผ่าตัดตับ
- แพทย์รังสีวินิจฉัย
- พยาธิแพทย์
- พยาบาล
มะเร็งลำไส้ใหญ่รักษาได้จริงหรือ
ข้อมูล จาก ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ โรคมะเร็งครบวงจร รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เกี่ยวกับ ระยะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ในระยะแตกต่างกันไป โดยการที่บอกว่าคนๆ หนึ่งรักษาหายขาดหรือไม่ ปกติดูที่อัตราการรอดชีพที่ 5 ปี พบว่า
- ระยะต้น (ระยะ 1-2) อัตราการรอดชีพ 5 ปี อยู่ที่ 80%
- ระยะลุกลามเฉพาะที่ (ระยะ 3) อัตราการรอดชีพ 5 ปี อยู่ที่ 60%
- ระยะแพร่กระจาย (ระยะ 4) อัตราการรอดชีพ 5 ปี อยู่ที่ 20%
"หมายความว่าหากตรวจเจอ โรคมะเร็ง ตั้งแต่ระยะต้น มีโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น เป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องคัดกรอง ทั้งนี้ เนื่องจาก เดือนมีนาคม เป็นเดือนของการตระหนักถึงการเฝ้าระวังมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขอให้เน้นเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การคัดกรอง การลดโอกาสการเกิด สำคัญกว่าการเป็นแล้วมารักษา " พญ.นุสรา กล่าวทิ้งท้าย





