วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจ็บแต่ไม่จบ ถ้าไม่เร่งฉีด 'วัคซีน'

การล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างบทเรียนสาหัสให้คนไทย ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ตอกย้ำว่าคนไทยต้อง "เจ็บแล้วเจ็บอีก" การเร่งฉีด "วัคซีน" ให้ครอบคลุม 70% ของประชากรในไทย นับเป็นแนวทางควบคุมการระบาดที่ดีที่สุดในขณะนี้

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ยังคงทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง โดยล่าสุดวันที่ 18 เม.ย.2564 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,767 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้เดินทางจากต่างประเทศเข้าสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้เพียง 2 คน แสดงว่าการติดเชื้อเกือบทั้งหมดเป็นการระบาดภายในประเทศ รวมแล้วมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสม 42,352 ราย ซึ่งขณะนี้ประเมินได้ลำบากถึงจุดสูงสุดของจำนวนผู้ติดเชื้อรอบนี้ จึงทำให้ทุกฝ่ายต้องมีการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดต่อไป เพื่อทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อในรอบนี้ลดจำนวนลงให้เร็วที่สุด

เมื่อพิจารณาการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในประเทศไทยที่เริ่มฉีดตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2564 นับถึงวันที่ 18 เม.ย.2564 มีผู้ฉีดวัคซีนรวม 608,521 โดส แบ่งเป็นผู้ฉีดเข็มแรก 526,706 โดส และผู้ฉีดเข็มที่ 2 จำนวน 81,815 โดส การฉีดวัคซีนในประเทศไทยมีการตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้า แต่ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แจงว่า สถิติการฉีดในช่วงที่ผ่านมาเหมาะสมกับปริมาณวัคซีนที่ได้รับแล้ว 2.1 ล้านโดส จากจำนวนที่สั่งซื้อทั้งหมด 63 ล้านโดส ที่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าวัคซีนจะเข้าถึงประชาชนทุกหมู่บ้าน

ที่ผ่านมาภาคเอกชนที่มีความพร้อมได้เสนอตัวต่อภาครัฐในการร่วมฉีดวัคซีน เพราะเป็นแนวทางควบคุมการระบาดที่ดีที่สุดขณะนี้ ซึ่งการฉีดวัคซีนในอัตราเร่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยได้ดี แต่ที่ผ่านมาการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนได้ถูกปฏิเสธ นับตั้งแต่การขออนุญาตนำเข้าวัคซีนของสถานพยาบาลเอกชนตั้งแต่เดือน ก.พ.2564 โดยเข้าใจได้ว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้รัฐจำเป็นต้องมาควบคุมการนำเข้าเพื่อให้การกระจายวัคซีนถึงมือกลุ่มที่มีความจำเป็น เช่น บุคลากรการแพทย์ ผู้สูงอายุ

การระบาดรอบที่ 1 ในไตรมาสแรกปี 2563 รัฐบาลรับมือด้วยการประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ โดยมีมาตรการสำคัญ คือ การห้ามออกจากเคหสถานยามวิกาล การห้ามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงในการระบาด ในวันนั้นทุกคนคาดหวังว่าจะ “เจ็บแล้วจบ” ซึ่งในไตรมาส 2 ปีที่แล้ว รัฐบาลทยอยคลายล็อกดาวน์และอนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจนอยู่ระดับปกติในกลางปี 2563 และประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

การล็อกดาวน์สร้างบทเรียนสาหัสให้กับคนไทยทุกคน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็น “เจ็บแต่ไม่จบ” เพราะเกิดคลัสเตอร์การระบาดจากขบวนการแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายและบ่อนการพนันที่ส่งผลต่อการระบาดที่มีช่วงสูงสุดในเดือน ม.ค.2564 และเกิดคลัสเตอร์สถานบันเทิงและสนามมวยในปัจจุบันที่จำนวนผู้ติดเชื้ออยู่ในช่วงขาขึ้น สถานการณ์ของคนไทยในขณะนี้จึงเข้าลักษณะ “เจ็บแล้วเจ็บอีก” จนกว่าจะฉีดวัคซีนครอบคลุม 70% ของจำนวนประชากรในไทยทั้งกลุ่มสัญชาติไทยและไม่ได้สัญชาติไทยรวม 66.1 ล้านคน