วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เก็บออม’ ทางรอด 'ผู้สูงอายุ' ในอนาคต

ทั้งๆ ที่รู้ว่า สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีประชากรอายุกว่า 60 ปี 12 ล้านคน แต่ยังไม่ค่อยมีระบบช่วยเหลือผู้สูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกลุ่มไม่มีเงินออม ไม่มีที่พึ่ง  ฯลฯ 

"เบี้ยยังชีพ มีความหมาย มีคุณค่ากับผู้สูงอายุมาก ทำให้มีความมั่นใจ มั่นคงในการดำรงชีวิตประจำวัน มีเงินซื้อนมเลี้ยงหลานได้ ถ้าไม่มีเงินก็ไปซื้อเชื่อร้านชำได้ เพราะสิ้่นเดือนมีเบี้ยยังชีพออกมาแน่นอน แม้จะแค่ 600-700 บาท มันก็คือเงินของตัวเองไม่ต้องขอลูกหลาน จะเอาไปทำบุญทำอะไรก็ได้ เป็นที่พึ่งทางใจที่ดีให้กับผู้สูงอายุ

แต่ที่ทำกันมาอาศัยเส้นความยากจน ตอนนี้มัน 2700 กว่าบาทแล้ว เบี้ยยังชีพเป็นเพียง 1 ใน 4 หรือ 5 ส่วน ถามว่าพอไหม ไม่พอ เราไม่พูดถึงผู้สูงอายุในปัจจุบัน แต่พูดถึงผู้สูงอายุในอนาคต ขณะนี้ยังหนุ่มสาวทำงานหารายได้ได้อยู่ คุณก็ต้องออม

แม้จะมี กอช.กองทุนการออมแห่งชาติเกิดขึ้น เราก็ต้องไปซื้อประกัน หรือซื้ออะไรจากภาคธุรกิจ หากมีกำลังพอ เพราะ กอช.มีกฎเกณฑ์ว่า ถอนมาใช้ไม่ได้เป็นเงินออมเพื่อชราภาพ" สว่าง แก้วกันทา จากมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ จ.เชียงใหม่ แสดงความคิดเห็นในงานเสวนาออนไลน์ สูงวัยไปด้วยกัน หัวข้อ ‘บำนาญแห่งชาติและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โจทย์เก่าเล่าใหม่’ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ที่จัดโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ (มส.ผส)

 

  • เบี้ยยังชีพ

"สวัสดิการรัฐที่ผู้สูงอายุรับรู้มากที่สุดในขณะนี้คือ เบี้ยยังชีพ เริ่มต้นขึ้นในปี 2536 ในความดูแลของกรมประชาสงเคราะห์ มีคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้คัดเลือกผู้สูงอายุที่ยากจนเข้ามา ในรุ่นแรกมีประมาณ 20,000 คน ปี 2543 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ปรับจำนวนเงินจาก 200 บาท เป็น 300 บาท ปี 2544 มีการกระจายภารกิจนี้ไปยังท้องถิ่นให้ช่วยคัดเลือกกลั่นกรองผู้สูงอายุเข้ามา และได้ถ่ายโอนจากกรมประชาสงเคราะห์เป็นกระทรวงมหาดไทย

ปี 2546 มีพ.ร.บ.ผู้สูงอายุขึ้นมามีผลบังคับใช้ 1 มกราคม ปี 2547 ให้เบี้ยยังชีพเป็นหนึ่งในสิทธิ์ตามมาตรา 11 ปี 2549 ค่าครองชีพสูงขึ้น ครม.ปรับจำนวนเงินเป็น 500 บาท ปี 2552 ปรับกฎหมายจากการสงเคราะห์มาเป็นจ่ายเบี้ยยังชีพรายเดือน ตามหลักเกณฑ์คือ เป็นผู้สูงอายุ 60 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ตามทะเบียนบ้าน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไปลงทะเบียน ปี 2555 เริ่มปรับเบี้ยยังชีพเป็นขั้นบันไดตามอายุ 60-69 ปีได้ 600 บาท 70-79 ได้ 700 บาท 80-89 ได้ 800 บาท 90 ขึ้นไปได้ 1,000 บาท" ศิริลักษณ์ มีมาก ผู้เชี่ยวชาญจากกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงที่มาของเบี้ยยังชีพ และว่า ต้องดูแลไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่เปราะบางด้วย

"เรามีแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่สอง พ.ศ.2545 -2565 กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบไว้ชัดเจน กำลังทำโครงการช่วยกลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มที่อยู่ลำพัง กลุ่มติดเตียง ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เรามีสำนักงานทุกจังหวัดที่จะไปสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมอัพเดทให้มันตรงกัน จะเห็นได้ว่ากลุ่มไหนที่ต้องเข้าไปช่วย" ศิริลักษณ์ เสริม

 

  • ผู้สูงอายุ มีหลายกลุ่ม

"กรมกิจการผู้สูงอายุ แบ่งผู้สูงอายุเป็น 3 กลุ่ม หนึ่ง.กลุ่มสุขภาพดี ช่วยเหลือตัวเองได้ พร้อมช่วยคนอื่น ส่วนมากจะเข้าชมรมรวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกัน สอง.กลุ่มที่ชอบอยู่บ้าน ไม่กล้าออกมา สาม.กลุ่มที่ต้องพึ่งพิงคนอื่น มีทั้งอยู่ในสถานสงเคราะห์และอยู่ในชุมชน เรามีอาสาสมัครไปสำรวจข้อมูลเพื่อเติมเต็มในส่วนที่มีภาวะพึ่งพิง มีอบรมหลักสูตรความรู้เฉพาะที่จะไปช่วยเหลือดูแล, มีกองทุนผู้สูงอายุ, มีกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน

161483503762

สถานการณ์โควิดที่ผ่านมา สมาคมผู้สูงอายุในภาคเหนือ ได้ทำแปลงปลูกผักให้ผู้ไม่มีรายได้ เก็บกินเพื่อดำรงชีวิต ฟื้นฟูการเกื้อกูลการแบ่งปัน ทั้งอาหาร รอยยิ้่ม ความผูกพัน เป็นจุดแข็งของประเทศไทย” ศิริลักษณ์ อธิบาย ขณะที่ ศ.ศศิพัฒน์ ยอดเพชร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศาสตร์ ในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ มองว่า การพึ่งพาภาครัฐอย่างเดียว อาจไม่ใช่ทางออกของผู้สูงอายุในอนาคต

"ในอนาคต อีก 12 ปีประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มที่ ถ้ามีการออมภาคบังคับเกิดขึ้น การเข้าสู่วัยสูงอายุก็ไม่ยากลำบากนัก ทุกวันนี้ผู้สูงอายุยากจนที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมี 4 ล้านเศษ ต้องมาจัดระบบใหม่ เพราะฐานข้อมูลไม่ชัดเจน เราใช้เงินอย่างเดียวเป็นตัวชี้วัด แต่ในความเป็นจริงผู้สูงอายุบางคน ยากลำบาก อยู่คนเดียว นอนติดเตียง ไม่มีผู้ดูแล ข้อมูลภาครัฐยังไม่ได้มีการบูรณาการ ผู้สูงอายุกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ ก็ขาดโอกาสในการสร้างอาชีพ เราต้องสงเคราะห์ให้เขาดูแลตัวเองได้ ต้องบูรณาการร่วมกันทั้งหมด"

 

 

  • ทางออกของปัญหา

"กลไกหนึ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน คือ ชมรมผู้สูงอายุ  ควรมีทั่วทุกตำบล เกื้อกูลให้ผู้สูงอายุไปช่วยเหลือสังคมก็จะช่วยลดปัญหาลงได้" สว่าง แสดงความคิดเห็น ซึ่งภาครัฐเองก็มองในจุดนี้เช่นเดียวกัน

"เท่าที่ศึกษามา ชุมชนจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ข้อมูลปี 2562 ประเทศไทยมีเด็กเกิด 5.8 แสนคน แต่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นปีละ 1 ล้านคน ในต่างประเทศ หลายประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเราจะมีศูนย์ใหญ่อยู่ที่ชุมชน ทำหน้าที่ช่วยเหลือ ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก็ได้ทำ ‘ศูนย์พัฒนาชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุในชุมชน’   

ปัจจุบันมี 1,000 กว่าศูนย์ มีเป้าหมายในปี 2567 ให้ถึง 7,000 กว่าศูนย์ เราสร้างศูนย์นี้ไว้รวมบริการต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุในชุมชน ไม่ต้องเดินทางไกลๆ บูรณาการกระทรวงต่างๆ ที่จำเป็นเข้ามาในศูนย์นี้ให้เบ็ดเสร็จ ศูนย์นี้จะเป็นเซ็นเตอร์ จัดกิจกรรม เป็นสปอร์ตคลับ เป็นศูนย์นันทนาการ เป็นทุกอย่าง" ศ.ศศิพัฒน์ อธิบาย

"WHO องค์การอนามัยโลก ได้พูดถึงหลักการ Active Ageing ไว้ 3 ส่วน คือ หนึ่ง.เรื่องของการมีส่วนร่วม ซึ่งก็คือศูนย์นี้ สอง.การมีสุขภาพดี มีโภชนาการที่ดี ศูนย์นี้ก็สามารถให้ความรู้เรื่องสุขภาพที่ถูกต้องได้ สาม.ความปลอดภัย ทางด้านการเงินหรือหลักประกันรายได้ เบี้ยยังชีพก็เป็นส่วนหนึ่ง และมีหลักประกันเรื่องความปลอดภัยด้านสภาพแวดล้อม" ศิริลักษณ์ กล่าวเสริม

ขณะที่ ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรวมระบบบำนาญทั้งหมดที่มีอยู่มาบริหารจัดการไปในทิศทางเดียวกัน

"เราต้องมีบูรณาการระหว่างรัฐบาล กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กับชุมชน บูรณาการฟังก์ชั่นของกระทรวงต่างๆ ให้มาอยู่ในที่เดียวเป็นศูนย์รองรับสังคมสูงวัย ขณะนี้ระบบบำนาญของประเทศไทยเป็นแบบหลายชั้น เหมือนปิ่นโต ไม่มีคนดูภาพรวม ต่างคนต่างไป เพราะการออมอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้ที่อายุ 20 กว่าตอนนี้ก็ควรออมเพื่ออนาคตแล้ว ซึ่งถ้าเราออมเงินเข้า กอช. จ่ายเดือนละร้อย พอถึงอายุ 60 ลองคิดดูจะว่าได้เท่าไร

ถ้าจะทำให้เท่าเทียมถ้วนหน้า ต้องกางทั้งหมดออกมาดูพร้อมกัน ทำให้มีความครอบคลุม ตัวระบบก็จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะนี้สถานการณ์ทางการเงินการคลังเริ่มมีความลำบาก มีสถานการณ์โควิด มีปัญหาเศรษฐกิจ การมองภาพใหญ่ จึงเป็นเรื่องสำคัญ"