คืบหน้าอาการ ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ตรวจ RT-PCR สองรอบไม่พบเชื้อโควิดแล้ว แต่ปอดยังวิกฤติ อักเสบ จากการติดเชื้อแบคทีเรีย ผลกระทบจากโควิด-19 ยังต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ติดตามอาการทุกชั่วโมง รอดูการตอบสนองยาปฏิชีวนะ เฝ้าระวังผลกระทบอวัยวะอื่นๆ
วันนี้ (20 มกราคม 2564) “ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา” คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงความคืบหน้าอาการป่วยของ นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ผ่านระบบ Zoom โดยระบุว่า อาการคงเดิม ปอดยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเต็มที่ และต้องฉีดยาทำให้หลับเพราะต้านเครื่องช่วยหายใจทำให้ระดับออกซิเจนน้อยลง รวมถึงให้ยาปฏิชีวนะวันที่ 2 จากผลการทดสอบเป็นเชื้อที่รุนแรงพอสมควร และดื้อยา แต่ก็มียาที่ไม่ดื้ออยู่
ส่วนการทำงานของอวัยวะอื่นยังคงเดิม มีเพียงระบบทางเดินหายใจที่แย่จากการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ต้องรอดูผลยาปฏิชีวนะ 72 ชั่วโมงหลังจากที่ให้ยาเข้าไป และอาจจะต้องมีการย้อมเชื้อซ้ำว่าดีขึ้นหรือไม่ ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์ไม่ได้ให้แล้วในตอนนี้ เพราะจากการตรวจสารคัดหลั่งจากท่อหายใจที่ดูดออกมาด้วยวิธี RT-PCR ไม่เจอเชื้อโควิด-19 มาหลายวันแล้ว ปอดที่อักเสบไม่ใช่ผลจากโควิด-19 แต่เป็นผลจากโควิด-19 ที่เคยทำลายปอด
“โควิด-19 ไปจู่โจมปอด หากจู่โจมเยอะการแลกเปลี่ยนแก๊สจะไม่ดี หากจู่โจมมาก ไม่ว่าจะนอนหงายนอนคว่ำ หากนอนคว่ำก็ยังไม่ดีแสดงว่าปอดถูกทำลายเยอะมากโอกาสกลับมาน้อย แต่ที่ผ่านมา ท่านผู้ว่าฯ นอนคว่ำแล้วดี ลองนอนคว่ำ 2-3 วัน เพื่อให้ปอดบางส่วนที่ถูกทำลายแต่ไม่ถาวร ได้ฟื้นตัวกลับมา และเริ่มกลับมานอนหงายในช่วงสัปดาห์แรก ปรากฏว่าใช้ได้ หลังจากนั้น ให้ท่านนอนหงาย 3 วันเต็ม พอไปได้ดี ก็สู่ขั้นตอนต่อไปเพื่อเอาเครื่องช่วยหายใจออก แต่ปรากฏว่าพอเริ่มให้ท่านหายใจเอง ท่านเหนื่อย จึงตัดสินใจยังไม่เอาออก และรอปอดที่ถูกทำลายฟื้นตัวกลับมาก่อน”
ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า การใส่เครื่องช่วยหายใจนานๆ ต้องระวังการติดเชื้อซ้ำ ในคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีนักต้องระวัง เมื่อเกิดมีการติดเชื้อแบคทีเรียรอบนี้กลับขึ้นมา จึงหยุดโปรแกรมที่จะเอาเครื่องช่วยหายใจออก กลับมาดูแลเรื่องการติดเชื้อในปอดก่อน โดย 3 อย่างที่ต้องทำ คือ 1. ให้ยาปฏิชีวนะ ที่เชื้อไว ซึ่งเมื่อเอาเสมหะไปเพาะเชื้อ สามารถทราบตัวเชื้อเรียบร้อยแล้ว ส่วนการทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ ยังมียาที่ไวอยู่จึงให้ยาตัวนั้นไปเรียบร้อย 2. ดูดเอาเสมหะต่างๆ ที่ค้างในระบบทางเดินหายใจออกให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ไปอุดหลอดลม ทำให้เกิดการอักเสบและการติดเชื้อจะยิ่งมากขึ้น เป็นเหตุผลว่ายังไม่หยุดเครื่องช่วยหายใจตอนนี้ และ 3. ต้องให้สารอาหารและน้ำเพียงพอ เพื่อให้เสมหะอ่อนตัว ทำให้ดูดเสมหะง่ายขึ้น
“ตอนนี้ทั้งสามอย่างต้องทำคู่ขนานมาตลอดตั้งแต่วันที่เริ่มมีการติดเชื้อ และต้องให้เวลายาปฏิชีวนะทำงาน 3 วัน หลังจากนั้นจะประเมินผล ว่าตอบสนองกับยาปฏิชีวนะหรือไม่อย่างไร นี่คือทั้งหมดที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์ โดยทั่วไปแม้กระทั่งรายที่รุนแรงมักจะให้เพียง 10 วันก็เพียงพอ สำหรับ ท่านผู้ว่า ฯ ได้นำเสมหะไปตรวจ RT-PCR ซ้ำ ปรากฏว่าไม่พบเชื้อโควิด-19 แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้อีก”
- เฝ้าระวังติดเชื้ออวัยวะอื่น
สำหรับโรคประจำตัวของท่านผู้ว่าฯ มีผล 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ อายุ และ เคยมีเรื่องของสมอง ดังนั้น โดยทั่วไป คนที่ใช้เครื่องหายใจนานๆ พอเริ่มจะฝึกกลับมาหายใจคนไข้ต้องร่วมมือดี พยายามหายใจแรงๆ แต่ส่วนหนึ่งก่อนหน้านี้ต้องให้ยาควบคุมกล้ามเนื้อ เพื่อไม่ให้ต่อต้านเครื่องช่วยหายใจ หากในคนปกติที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสมองยาเหล่านี้ก็จะไม่มีผล แต่คนที่มีปัญหาเรื่องของสมอง การกลับมารู้ตัวอาจจะช้าเป็นธรรมดา ทำให้การคำนวณการใช้ยา การถอยยา ต้องค่อยเป็นค่อยไป
“ในช่วงระหว่างนี้ สิ่งที่ต้องระวัง คือ การติดเชื้อที่เกิดขึ้นที่ปอด จะมีผลกระทบต่ออวัยวะอื่นหรือไม่ เช่น การติดเชื้อที่ปอดเป็นมาจนออกซิเจนในกระแสเลือดแย่ ก็จะไปมีผลกับอวัยวะอื่น ดังนั้น ต้องเฝ้าดูอวัยวะอื่นด้วย แต่ตอนนี้อวัยวะอื่นยังดีอยู่ เมนใหญ่ตอนนี้ยังเป็นเรื่องปอด ถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤติเพราะเป็นเรื่องของการติดเชื้อ หากการติดเชื้อกระจายไปก็ยุ่ง”
ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการดื้อยามีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อย นี้เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงบอกว่าคนทั่วไปหากไม่จำเป็นอย่าไปทานยาปฏิชีวนะ เวลาทำการทดสอบเอาเสมหะคนไข้ไปในห้องปฏิบัติการ จะเพาะเชื้อ และใส่ยา 10-20 ตัวว่ายาตัวไหนจัดการกับเชื้อได้ เพื่อให้รู้ว่าตัวคนไข้ไวกับยาอะไร ตอนนี้ดื้อกับยาหลายตัวมาก แต่มีตัวที่ไม่ดื้อ ก็ให้ยาตัวนั้นอยู่ แบคทีเรียไม่เหมือนไวรัส ไวรัสกลายพันธุ์ แต่แบคทีเรียพัฒนาตัวมันให้ดื้อยา เชื้อบางตัวพัฒนาตัวมันเร็ว ยาจึงต้องให้ให้ได้ผล และเมื่อได้ผลแล้วก็ถอยให้เร็วเพื่อไม่ให้มันพัฒนาตัวเองให้ดื้อยา ในภาพรวมตอนนี้ ภูมิคุ้มกันของท่านก็ยังไม่ปกติส่วนหนึ่งจากโควิด-19 และด้วยอายุ
“ย้ำว่า การติดเชื้อในปอดของผู้ว่าฯ ตอนนี้เป็นเชื้อแบคทีเรีย เพราะเชื้อโควิด-19 ตอนนี้จัดการไปหมดแล้ว ยืนยันจากการเอาเสมหะไปทำ RT-PCR ไม่เจอมา 2 ครั้งแล้ว แต่โควิด-19 คนที่เป็นจำนวนหนึ่ง ต่อให้เชื้อไม่อยู่แล้ว เหมือนคนสูบบุหรี่ปอดพังพอหยุดสูบปอดก็ไม่กลับมาแล้ว ตอนนี้ก็หวังว่าเนื้อปอดของท่านจะมีส่วนที่ดีพอที่เมื่อหายแล้วจะไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หลังจากนี้หากดีขึ้น ต้องฝึกใช้เครื่องน้อยลง ให้หายใจเอง และอธิบายให้ท่านเข้าใจ หากหายใจเองได้ไม่เหนื่อย ก็จะสู่ขั้นตอนต่อไปเรื่อยๆ เพื่อถอดเครื่องช่วยหายใจ แต่ปกติหากติดเชื้อหนักๆ แบบนี้ คนไข้จะทรุดลงไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะกลับขึ้นมาใหม่”
กรณีที่ผู้ป่วยต้องนอนห้องไอซียู และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจนานๆ นอกจากปัญหาการติดเชื้อแบคทีเรีย ยังมีผลกระทบอย่างอื่นอีก จากบางทีให้ยาแก้อักเสบฆ่าเชื้อแบคทีเรียนานๆ สิ่งที่พบต่อมา คือ เชื้อรา ก็มีได้ เพราะภูมิต้านทานของคนไข้แย่ลง และบางทีก็ไปอวัยวะอื่น มีรายงานก่อนหน้านี้ที่คนไข้โควิด-19 ไตวาย เพราะอวัยวะอื่นได้รับผลกระทบ ตอนนี้จึงต้องเฝ้าระวัง ดูแล อวัยวะอื่น โอกาสแทรกซ้อนมี แต่ตอนนี้ระวังเต็มที่ และยังสู้กันเต็มที่ ดีที่ยังมียาปฏิชีวนะที่ตอบสนอง และยังต้องรอดูผล
“เราไม่เคยใช้คำว่าสู้ไม่ไหว เพราะสู้เต็มที่มาตลอดไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ ทำเต็มที่แน่นอน ส่วนทำเต็มที่แล้วก็ใช่ว่าทุกรายจะชนะ แต่ก็ไม่เคยยอมถอย และตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในภาวะที่ทำอะไรไม่ได้ อย่างน้อยการทดสอบและพบว่ามียาปฏิชีวนะที่สามารถจัดการกับเชื้อได้ ก็มุ่งความหวังไว้ตรงนี้ ร่วมกับการดูดเสมหะที่ทำมาตลอด”
- ไม่พบเชื้อโควิดแล้ว แต่ยังน่าห่วง
ทั้งนี้ ที่บอกว่าไม่มีเชื้อโควิด-19 แล้ว แต่ยังน่าห่วง เพราะก่อนหน้านี้ตั้งแต่การระบาดรอบแรก มีคนไข้บางคนเสียชีวิตหลังจากไม่เจอเชื้อโควิด-19 มาแล้ว 2-3 สัปดาห์ก็มี เพราะโควิด-19 เข้าไปทำจนปอดพัง ถึงตอนนั้น เรากู้เอาเครื่องปอดเทียมมาใช้สุดท้ายก็ไม่รอด เพราะฉะนั้น ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเชื้อ แต่เป็นผลจากเชื้อที่กระทำต่อร่างกายผู้ว่าฯ ไว้ บอกได้แค่ว่า ตอนนี้ได้ตรวจเชื้อโควิด-19 ไปสองครั้งแล้ว ไม่เจอเชื้อ แต่ตอนนี้เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียไม่ใช่การติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งไม่เหมือนกัน
“หากผู้ว่าหายดีแล้ว ต้องประเมินอีกที หากสามารถถอดเครื่องช่วยหายใจได้ก็จบ เพราะแปลว่าหายใจได้เอง เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าเนื้อปอดถูกทำลายมากน้อยแค่ไหน ต้องอาศัยการติดตามอาการ หากสามารถถอยเครื่องช่วยหายใจได้ แต่หายใจในอากาศธรรมดา ออกซิเจนในเลือดค่อนข้างต่ำ อาจจะมีให้ออกซิเจนที่บ้าน เป็นครั้งเป็นคราว แต่ยังอีกไกล เพราะตอนนี้พยาธิสภาพที่ปอดก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร ต้องผ่านพ้นวิกฤติตอนนี้ไปก่อน” ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว






