วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงนามวัคซีน ยกระดับไทยสู้โควิด

ความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสยามไบโอไซเอนซ์ เอสซีจี และแอสตร้าเซนเนก้า ลงนามทำงานร่วมกัน รวมถึงการยอมรับจาก WHO ในการรับมือโควิด-19 นับเป็นความภูมิใจของคนไทย ขณะเดียวกันต้องไม่ประมาท หัวใจสำคัญคือการ์ดอย่าตก

กรณีกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสยามไบโอไซเอนซ์ เอสซีจี และแอสตร้าเซนเนก้า ร่วมลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ผลิตและจัดสรรวัคซีนวิจัยป้องกันโควิด-19 AZD1222 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ตกลงจะทำงานร่วมกัน เพื่อเสริมศักยภาพด้านกำลังการผลิตของสยามไบโอไซเอนซ์ เพื่อให้พร้อมรองรับการผลิตวัคซีนจำนวนมาก เพื่อให้ไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างเท่าเทียมและทันเวลา

แอสตร้าเซนเนก้า เป็นบริษัทผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน จะจัดสรรวัคซีนวิจัยโดยไม่มุ่งหวังผลกำไรในช่วงแพร่ระบาดของโควิด และจะถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือกับสยามไบโอไซเอนซ์ ในการติดตั้งกระบวนการผลิต การลงนามร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมในครั้งนี้ ส่งผลให้ไทยเป็นชาติแรกของอาเซียนผลิตวัคซีนโควิดสำเร็จ ถือเป็นข่าวดีของคนทั้งชาติ โดยตั้งเป้าเริ่มจัดสรรวัคซีนสำหรับประชาชนได้ภายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564

อีกความเคลื่อนไหวที่เป็นข่าวดี เมื่อวานนี้ (14 ต.ค.) กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ถอดบทเรียนในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โรคโควิดของไทย ผู้แทน WHO ระบุที่มา เนื่องจากประเทศไทยสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วง 9 เดือนแรกของการระบาด โดยจะนำจุดเด่นที่ไทยจัดการได้ดี ไปให้ทุกประเทศนำไปใช้ เพื่อรับมือการระบาดระลอกต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งการลงนามระหว่างพัฒนาวัคซีนและการยอมรับจาก WTO เป็นความภูมิใจของคนไทย ทว่าทำอย่างไรให้ความสำเร็จที่ได้มาไม่สูญเปล่า ขณะเดียวกันต้องพัฒนาตนเองและกำจัดจุดอ่อนที่มี เพื่อให้การต่อสู้กับโควิดในระยะถัดไปยังคงมีประสิทธิภาพนำไปสู่การฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย เราเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศจะต้องยกระดับขึ้นจากอดีต รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้วางรากฐานและปรับโครงสร้างระบบ ไม่ให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาเม็ดเงินจากต่างประเทศมากเกินไป ภาคเอกชนและคนไทยก็ต้องร่วมมือกัน เหมือนที่ต่อสู้กับโควิดแบบการ์ดไม่ตก จนชาวโลกให้การยอมรับ

ความคืบหน้าในการผลิตวัคซีนกับการถอดบทเรียนข้างต้น ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของการพัฒนาวัคซีนในสหรัฐ ที่ล่าสุดอีไล ลิลลี่ แอนด์ โค ซึ่งเป็นบริษัทยาของสหรัฐ ประกาศระงับการทดลองแอนติบอดีรักษาโรคโควิด โดยอ้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย เช่นเดียวกับกรณีบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (เจแอนด์เจ) ประกาศระงับการทดลองวัคซีนเฟสสุดท้ายไปก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุผลพบผู้เข้าร่วมโครงการทดลองล้มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนั้นประเทศไทยต้องไม่ประมาท หัวใจสำคัญคือการ์ดอย่าตก อย่าลืมความร่วมมือจากทุกคน เพราะสามัคคีคือพลัง