วันพฤหัสบดี ที่ 15 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตรวจสอบสิทธิ์เยียวยาเกษตรกร รมว.เกษตร เคลียร์ชัด! ทำไม 'ข้าราชการ-ประกันสังคม' ไม่ควรได้เงิน

รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ "เฉลิมชัย ศรีอ่อน" ปล่อยคลิปเคลียร์ชัด มาตรการเยียวยาเกษตรกร ทำไมข้าราชการ-ประกันสังคม ไม่ควรได้เงิน แบบไหนที่ยังคลุมเครือ แล้ว "ใคร" มีอำนาจตัดสินใจ?

จากกรณีความไม่ชัดเจนในหลายๆ ประเด็นเกี่ยวกับมาตรการ "เยียวยาเกษตรกร" โอนเงิน 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือนให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ได้เริ่มทยอยโอนเงินเยียวยาให้แก่เกษตรกรบางส่วนไปแล้วนั้น

ล่าสุด ยังมีหลายประเด็นคำถามที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีเกษตรกรผู้ที่เป็น "ข้าราชการ" รวมถึงผู้ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. "ประกันสังคม" มาตรา33 ที่ ยังมีความคาใจในเรื่องการได้รับหรือไม่ได้รับสิทธิ์เยียวยาในครั้งนี้นั้น 

วันนี้ (23 พ.ค.) เฟซบุ๊คของ  ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์เพื่อชี้แจงในหลายประเด็นที่หลายๆ คนยังสงสัยอยู่ รวมทั้งสิ้น 6 ประเด็น ได้แก่ 

1. หลักเกณฑ์ในการได้รับเงินเยียวยา

2. ขั้นตอนการดำเนินงาน

3. รายละเอียดการโอนเงิน

4. กรณีการอุทธรณ์

5. ผู้อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 มีสิทธิ์ไหม

6. เกษตรกรที่เป็นข้าราชการจะได้รับสิทธิ์ด้วยหรือไม่

"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" ได้ถอดบทสัมภาษณ์ คำต่อคำ เพื่อเคลียร์ชัด ในทั้ง 6 ประเด็นดังกล่าว เริ่มต้นจาก 

 

1.หลักเกณฑ์ในการได้รับเงินเยียวยา

นายเฉลิมชัย : เรามีการสำรวจทะเบียนเกษตรกรจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งหมด 8 หน่วยงาน นำเสนอ คณะกรรมการพิจารณาการใช้จ่ายเงินกู้ และนำเสนอต่อ ครม. ให้อนุมัตินำเงินมาเยียวยาเกษตรกร

เบื้องต้น ที่ ครม. อนุมัติไปเมื่อ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นจำนวน 10 ล้านราย ทางครม.​ได้มอบให้กระทรวงเกษตร จัดทำทะเบียนเพื่อส่งมอบให้กับ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ กระทรวงการคลังทำการพิจารณาจ่ายเงินเดือนละ 5 พันบาท 3 เดือน

การเยียวยาครั้งนี้ เป้าหมาย ต้องการให้พี่น้องประชาชนได้ก้าวพ้นจากความยากลำบากในช่วงวิกฤติโควิด ต้องการช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ขาดรายได้จริงๆ

เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่มีรายได้ประจำ คนที่ทำงานอยู่และสามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ ก็ต้องถือว่า ท่านอยู่ในกลุ่มไม่ได้รับผลกระทบมาก จึงต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นมาว่า จะจ่ายให้ใครบ้าง

159021105377

   

2.ขั้นตอนการดำเนินงาน

นายเฉลิมชัย : การใช้เงินตรงนี้เป็นเงินภาษีจากพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น การใช้เงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องโปร่งใส ถูกต้องตามระเบียบราชการ

เราได้รวบรวมรายชื่อเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนโดยถูกต้อง เบื้องต้นที่เสนอไป 10 ล้านราย เมื่อตรวจความซ้ำซ้อน รวมถึงเกษตรกรที่มีตัวตนอยู่จริง ก็ดำเนินการส่งไปให้คณะกรรมการฯ พิจารณา จำนวน 8.33 ล้านราย เมื่อวันที่ 5 พ.ค.63

ขณะเดียวกัน เราก็มาตรวจสอบความซ้ำซ้อนอีกรอบหนึ่ง ยึดตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ​ ตั้งขึ้นมา โดยในส่วนของเกษตรกรที่อยู่ใน "ประกันสังคม ตามมาตรา 33" กรณี "ข้าราชการบำนาญ" และผู้ที่ได้รับการเยียวยาจากเราไม่ทิ้งกันไปแล้ว ตรวจสอบแล้วก็ตัดสิทธิตรงนี้ไปอีกประมาณ 5 แสนราย

เท่ากับเหลือตัวเลขที่จะส่งไปให้กระทรวงการคลังประมาณ 7.8 ล้านราย ในจำนวนนี้ กระทรวงการคลังได้อนุมัติมาแล้ว 6.85 ล้าน เหลืออีกประมาณเกือบ 1 ล้านราย ที่มีเอกสารไม่ครบถ้วน ถูกต้อง รอให้เข้ามาแก้ไข 2 แสนราย ก็ได้ดำเนินการส่งให้กับกระทรวงการคลัง ส่วนอีก 7 แสนรายอยู่ระหว่างรอการอนุมัติ ซึ่งใน 7 แสนรายนี้ ก็รวมเกษตรกรที่เป็นข้าราชการด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองฯ จะเป็นคนวินิจฉัยคนที่จะมีสิทธิได้รับเงินจากมาตรการเยียวยาตรงนี้ ซึ่งเมื่อคณะกรรมการอนุมัติมา กระทรวงเกษตรฯ ก็จะส่งรายชื่อให้ ธ.ก.ส. เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีตรงไปยังผู้รับการเยียวยาท่านนั้นเลย

3. รายละเอียดการโอนเงิน

นายเฉลิมชัย : ในการขึ้นทะเบียน เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนก่อนวันที่ 30 เม.ย. เราได้ส่งชื่อไปประมาณ 7.8 ล้านราย จาก 8.3 ล้านราย แต่เราเชื่อว่า ยังมีเกษตรกรอีกเป็นจำนวนมากที่อาจจะยังไม่ทราบ หรือถูกตัดสิทธิ์ว่า ไม่ได้เป็นเกษตรกรแล้ว เนื่องจากไม่ได้มายืนยันสิทธิ์ภายในสามปี ไม่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานแต่ละหน่วยงาน เราจึงได้เปิดให้มีการขึ้นบัญชีเษตรกรขึ้นใหม่อีกรอบ เมื่อวันที่ 1-15 พ.ค. จากนั้นก็ปิดโครงการ

ส่งผลให้มียอดเกษตรกรที่มายื่นทบทวนสิทธิ์ และที่มายื่นจดทะเบียนใหม่ อีกประมาณล้านรายเศษๆ ซึ่งเป็นกรณีของเกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบถ้วนอยู่แล้ว สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ 9 แสนราย และมีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นเกษตรกรจริง แต่ยังไม่ได้เพาะปลูกในฤดูกาลนี้ เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ฯลฯ ก็ได้มีการรักษาสิทธิ์แก่เกษตรกรกลุ่มนี้ ให้มาลงทะเบียนไว้ก่อน ภายใน 15 พ.ค. โดยการรับรองสิทธิ์ จะยืดไปจนถึง 15 ก.ค. เพื่อให้ทำการเพาะปลูกแล้วไปแจ้งหน่วยงานที่สังกัด โดยกลุ่มนี้มีอีกประมาณแสนเศษนี้ จะได้รับเงินเยียวยาครั้งเดียว คือ 15,000 บาท

เกษตรกรที่เข้าโครงการเยียวยาทั้งหมด ทุกท่านจะได้รับเงินเยียวยา 15,000 บาทเท่ากันทั้งหมด เพียงแต่ระยะเวลาจะทอดยาวไปบ้าง

  

4. กรณีการยื่นอุทธรณ์

นายเฉลิมชัย : เราเปิดให้พี่น้องเกษตรกรสามมารถยื่นอุทธรณ์ได้ เช่น กลุ่มแรกที่ลงทะเบียนก่อน 30 เม.ย. แล้วถูกตัดสิทธิ์ไป ก็สามารถมายื่นอุทธรณ์ได้ในหน่วยงานทั้ง 8 หน่วยงานมายื่นได้จาก 15 พ.ค. - 5 มิ.ย.

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่ขึ้นทะเบียนระหว่าง 1-15 พ.ค. เมื่อเรารวบรวมหลักฐานเสร็จทั้งหมด ท่านที่โดนตัดสิทธิ์ ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ โดยเรากำหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์ชุดที่สอง คือ  31 พ.ค. - 5 มิ.ย.63

159021097345

5. กรณีเกษตรกรผู้อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 

นายเฉลิมชัย : วัตถุประสงค์ของการเยียวยาครั้งนี้ ตั้งใจช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบปัญหาได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ว่า บุคคลกลุ่มใดจะได้รับหรือไม่สามารถรับสิทธิ์ในโครงการนี้ได้ คือ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ก็ได้ออกหลักเกณฑ์มา

หนึ่งใน(หลักเกณฑ์)นั้น คือ เกษตรกรที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 33 ที่จะได้รับการดูแลอยู่แล้ว โดยจะได้รับเงินมากกว่า 5 พันบาทต่อเดือน เพราะฉะนั้นเมื่อมีหน่วยงานของรัฐดูแลอยู่แล้ว โครงการนี้ จึงไม่ได้ให้สิทธิ์ของแรงงานภาคเกษตรที่อยู่ใต้ พ.ร.บ.ประกันสังคม ม.33

และกรณีนี้เช่นเดียวกันกับ “ข้าราชการบำนาญ” ที่คณะกรรมการฯ​กำหนดไว้ว่า ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยานี้

เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นคนคิดว่า ใครจะได้ หรือ ไม่ได้ แต่เราเป็นคนรวบรวมบัญชีเกษตรกร

  

6. เกษตรกรที่เป็นข้าราชการด้วย

นายเฉลิมชัย : หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ออกมา บังเอิญว่า ไม่มีคำว่า ข้าราชการอยู่ในนั้น แต่จริงๆ ข้าราชการก็คือคนที่ได้รับการดูแลจากรัฐบาล ได้รับเงินเดือนอยู่ แต่บังเอิญไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า อยู่ในกลุ่มได้ หรือ ไม่ได้

แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า ข้าราชการกลุ่มนี้ ไม่ได้เพิ่งมาขึ้นทะเบียนตอนนี้ แต่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ประกอบอาชีพเกษตรกรมาตั้งแต่ต้น และได้รับการดูแลจากรัฐในส่วนของภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ แต่เนื่องจากในกรณีนี้ เมื่อไม่ได้กำหนดไว้ในเงื่อนไขหลักเกณฑ์ เราก็นำเสนอบัญชีรายชื่อไปให้คณะกรรมการ เพื่อให้คณะกรรมการฯ ที่มีอำนาจในการวินิจฉัยว่า จะให้หรือไม่ให้

ซึ่งไม่ว่าคณะกรรมการฯ​จะวินิจฉัยว่า ให้หรือไม่ให้ กระทรวงเกษตรฯ ก็พร้อมดำเนินการ

แต่ความเห็นส่วนตัว ผมเห็นว่า ข้าราชการได้รับการดูแลจากภาครัฐอยู่แล้ว มีเงินเดือนอยู่แล้ว ก็อาจจะอยู่ในกรณีที่รัฐดูแลอยู่แล้วก็ได้.