วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อภ.สำรองยาฟาร์วิพิราเวียร์อีก 4 แสนเม็ด เชื่อเพียงพอรองรับหากระบาดระยะ 2

อภ.สำรองยาฟาร์วิพิราเวียร์อีก 4 แสนเม็ด เชื่อเพียงพอรองรับหากระบาดระยะ 2 เร่งศึกษาวิจัยผลิตเองลดการนำเข้า คาดต้นปี 65 จำหน่ายได้ เล็งสร้างโรงงานสังเคราะห์วัตถุดิบยาในประเทศ

เวลา 13.00 น. วันที่ 19 พ.ค.2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข ในการแถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019หรือโควิด-19 ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฏกกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ องค์การเภสัชกรรม(อภ.) กล่าวในประเด็นยารักษาโรคโควิด 19 ที่อภ.ผลิต จัดหา และพัฒนา ว่า มีการสำรองยาและจัดหายาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคโควิด-19ในภาวะวิกฤตและระยะยาว รวม 7 รายการ โดยอภ.ผลิตเอง 5 รายการ ได้แก่ 1.ยาคลอโรควินที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย สำรอง 1.8 ล้านเม็ด 2.ยาต้านไวรัสเอดส์สูตรผสมโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ 30.6 ล้านเม็ด 3.ยาต้านไวรัสเอดส์ ดารุนาเวียร์ 1.9 ล้านเม็ด 4.ยาต้านไวรัสเอดส์ริโทนาเวียร์ 1.9 ล้านเม็ด และ5.ยาอะซิโทรมัยซิน ใช้รักษาอาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย 3.4 ล้านเม็ด 
 

   ส่วนอีก 2 รายการ คือ ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน จัดซื้อในประเทศ 1.09 ล้านเม็ด และยาฟาร์วิพิราเวียร์ สั่งนำเข้าโดยกรมควบคุมโรค(คร.)และอภ. ครั้งแรกจำนวน 187,000 เม็ดจากประเทศญี่ปุ่นและจีน ได้มีการกระจายไปยังสถานพยาบาลแล้ว 1 แสนเม็ด สำรองในคลังอภ. 87,000 เม็ด และจะมีการส่งมอบเพิ่มเติมในเดือนพ.ค. 2563 อีก 303,860 เม็ดจากประเทศญี่ปุ่นกว่า 1 แสนเม็ดและจีนอีกประมาณ 2 แสนเม็ด ทำให้ประเทศไทยมียาฟาร์วิพิราเวียร์ใช้ได้อย่างต่อเนื่องระยะยาว 


ดร.ภญ.นันทกาญจน์ กล่าวอีกว่า อภ.มีการพัฒนายาฟาร์วิพิราเวียร์ โดยนำเข้าวัตถุดิบมาพัฒนาเป็นยาเม็ดผลิตขึ้นเเอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะมีการผลิตกึ่งอุตสาหกรรมได้ในต้นปี 2564 ก่อนศึกษาการคงตัวและการละลายของยาเปรียบเทียบกับยาต้นแบบ นำไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมประสิทธิผลด้านชีวสมมูล ด้วยการนำยาที่พัฒนาขึ้นเองและยาต้นแบบ ไปให้อาสาสมัครสุขภาพดีรับประทาน และเจาะเลือด เพื่อประเมินว่ายาฟาร์วิพิราเวียร์ 200 มิลลิกรัมที่อภ.ผลิตเองกับยาต้นแบบมีการละลายและดูดซึมเข้ากระแสเลือด แตกต่างกันหรือไม่ ในปลายปี 2564 น่าจะรวบรวมข้อมูลพร้อมยื่นขอขึ้นทะเบียนยา และหากได้รับการขึ้นทะเบียนเรียบร้อย ในต้นปี 2565 จะผลิตเพื่อจำหน่ายได้ ถือเป็นการเตรียมการในระยกลาง เพื่อให้มียาฟาร์วิพิราเวียร์ผลิตเองสำรองไว้ใช้ เพราะโรคโควิด-19จะอยู่ไปอีกนาน


ดร.ภญ.นันทกาญจน์ กล่าวด้วยว่า อภ.ได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วิจัยพัฒนาการสังเคราะห์วัตถุดิบยาฟาวิพิราเวียร์ คาดจะแล้วเสร็จภายใน 3 – 6 เดือน หลังจากนั้นจะขยายการสังเคราะห์วัตถุดิบเป็นระดับกึ่งอุตสาหกรรม โดยอภ.มีสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์พร้อมทำการผลิตมากขึ้น คาดว่าช่วงเดือนมิ.ย 2564 จะได้เริ่มสังเคราะห์วัตถุดิบผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ที่อภ.ต่อไป ส่วนอนาคตอาจมีการขยายกำลังการผลิตเป็นระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทย อาจจะต้องพิจารณาร่วมกันลงทุนสร้างโรงงานสังเคราะห์วัตถุดิบขึ้น โดยอาจจะสร้างในลักษณะที่สามารถสังเคราะห์วัตถุดิบผลิตยาได้หลายชนิดนอกกจากยาฟาร์วิพิราเวียร์ด้วย


“ในช่วงเดือนพ.ค.จะมีการส่งมอบยาฟาร์วิพิราเวียร์อีก 3 แสนเม็ด ก็จะทำให้ประเทศไทยมียาสำรองประมาณ 4 แสน น่าจะเพียงพอหากมีการระบาดของโรคโควิด-19ในระยะที่2 ขณะเดียวกัน อีก 1 ปีข้างหน้ามียาที่ผลิตได้เองด้วยก็น่าจะเพียงพอ โดยในผู้ป่วย 1 รายที่ให้ยาฟาร์วิพิราเวียร์นั้น ในระยะการรักษาจะใช้ 70 เม็ดต่อราย เพราะฉะนั้นการมีสำรองยาไว้ประมาณ 4 แสนเม็ดน่าจะมีมากเพียงพอ” ดร.ภญ.นันทกาญจน์กล่าว