วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

2 วันคนไทยเช็คไทยชะเข้า “ห้าง” กว่า 1.3 ล้านครั้งคุมโควิด-19

ศบค.เผย 5 จุดตรวจพบผู้ป่วยติดโควิด-19 ขณะที่ 2 วันคนไทยเช็คอินผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะเข้าใช้บริการ “ห้างสรรพสินค้า”มากที่สุด กว่า 1.3 ล้านครั้ง คนกรุงแชมป์

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19(ศบค.) กล่าวว่า มีผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย ที่จ.นราธิวาส เชื่อมโยงกับกรณีผู้ป่วยก่อนหน้านี้ที่ไปรักษาตัวที่รพ.สุไหงโกลก โดยเพศชาย อายุ 42 ปี เป็นลูกเขย และเพศหญิง อายุ 36 ปี เป็นลูกสาว ทั้งคู่ไม่มาอาการ แต่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยจากการไปเฝ้าไข้ พ่อที่ปอดอักเสบ โดยตรวจครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พ.ค.2563 ไม่พบเชื้อ ตรวจซ้ำวันที่ 14 พ.ค.2563 จึงพบเชื้อ เข้าใจว่าการตรวจครั้งแรกเป็นการตรวจที่เร็วเกินไป อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรายใหม่ 2 รายนี้ ไม่มีผู้สัมผัสใกล้ชิดรายอื่น ภาพรวมประเทศไทย มีผู้ป่วยสะสม 3,033 ราย หายป่วยแล้ว 2,857 ราย ยังรักษาในรพ. 120 ราย และเสียชีวิตสะสม 56 ราย

ข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 จากจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,031 ราย พบว่าการตรวจจากจุดต่างๆ อันดับแรกเป็นการไปขอตรวจที่โรงพยาบาล 1,585 ราย คิดเป็น 52 % รองลงมาติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วย 1,186 ราย คิดเป็น 39 % ตามด้วยในสถานที่ที่รัฐจัดให้(State Quarantine) 100 ราย คิดเป็น 3 % ศูนย์กักกัน 65 ราย คิดเป็น 2 % ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม 55 ราย หรือราว 2 % และช่องทางเข้าออกประเทศ สิ่งสำคัญ คือ ตั้งแต่มีการปรับเกณฑ์นิยามผู้เข้าข่ายสงสัยสอบสวนโรคที่มีการปรับล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2563 ทำให้ประชาชนเดินเข้ารพ.ร้องขอการตรวจมากขึ้นและหากมีอาการเข้าเกณฑ์นิยามก็จะได้รับการตรวจฟรี

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า สรุปการใช้งานแพลตฟอร์ม www.ไทยชนะ.com ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ข้อมูล ณ เวลา 21.00 น. วันที่ 18 พ.ค.2563 พบว่า ยอดสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 17 พ.ค.2563 เป็นต้นมา มีร้านค้าลงทะเบียน 60,853 ร้าน จำนวนผู้ใช้งาน 3,660,081 คน จำนวนการเข้าใช้งาน เช็คอิน 5,562,344 ครั้ง เช็คเอาท์ 4,052,259 ครั้ง และประเมินร้าน 2,617,781 ครั้ง ซึ่งจะเห็นว่ามีผู้ใช้งานที่เมื่อออกจากร้านแล้วไม่ได้เช็คเอาท์อีกกว่า 1.5 ล้านครั้ง จึงอยากขอความร่วมมือประชาชนให้เช็คเอาท์ด้วย ทั้งนี้ 10 จังหวัดที่ผู้ให้บริการลงทะเบียนมากที่สุด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร 19,556 ร้าน ชลบุรี 3,544 ร้าน นนทบุรี 3,338 ร้าน สมุทรปราการ 2,523 ร้าน ปทุมธานี 2,403 ร้าน เชียงใหม่ 2,152 ร้าน นครราชสีมา 1,828 ร้าน ภูเก็ต 1,574 ร้าน ขอนแก่น 1,283 ร้าน และสุราษฎร์ธานี 1,228 ร้าน


สำหรับ 10ประเภทกิจการที่ผู้ให้กิจกรรมลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ภัตตาคาร ศูนย์อาหาร 15,578 ร้าน ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ 12,770 ร้าน ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีก/ค้าส่ง 10,225 ร้าน ธนาคาร 4,178 ร้าน การให้บริการ 3,954 ร้าน การจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค 3,671 ร้าน คลินิกเสริมความงาม ร้านเสริมสวย 2,853 ร้าน ร้านขายปลีกธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม 2,724 ร้าน สินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต 2,148 ร้าน และร้านขายยา 814 ร้าน


ขณะที่ 10 ประเภทกิจการที่ผู้รับบริการเข้าใช้บริการสูงสุด ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ 1,312,200 ครั้ง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีก/ค้าส่ง 860,805 ครั้ง ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ภัตตาคาร ศูนย์อาหาร 199,687 ครั้ง ธนาคาร 205,629 ครั้ง การจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค 129,924 ครั้ง ร้านขายปลีกธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม 52,933 ครั้ง การให้บริการ 46,481 ครั้ง สินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต 15,050 ครั้ง ร้านขายยา 15,527 ครั้ง และคลินิกเสริมความงาม ร้านเสริมสวย 10,150 ครั้ง ส่วน 10 จังหวัดที่ผู้รับบริการเข้าใช้บริการสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 1,123,984 ครั้ง นนทบุรี 181,186 ครั้ง สมุทรปราการ 147,396 ครั้ง ปทุมธานี 142,310 ครั้ง ชลบุรี 149,654 ครั้ง เชียงใหม่ 93,920 ครั้ง ภูเก็ต 56,434 ครั้ง นครราชสีมา 72,876 ครั้ง สงขลา 59,907 ครั้ง และนครปฐม 50,039 ครั้ง 


“ชุดข้อมูลที่ได้จากการลงทะเบียนของร้านค้าและการเช็คอิน-เช็คเอาท์ของผู้ใช้บริการ จะใช้เพื่อเจตนารมย์ของการควบคุม ป้องกันโรคเท่านั้น ช่วยให้สามารถติดตามโรคได้อย่างรวดเร็วและชุดข้อมูลจะอยู่โดยประมาณ 60 วัน ถ้าไม่ได้มีการติดเชื้อใดๆในกิจการนั้นๆ ชุดข้อมูลก็จะต้องถูกลบไปไม่ต้องกังวลใจ” นพ.ทวีศิลป์กล่าว


กรณีการผ่อนปรนมาตรการในกลุ่มธุรกิจผับ บาร์ สถานบันเทิง นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า กิจการดังกล่าวเป็นกลุ่มสีแดง คือ กิจการที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดเกณฑ์ปานกลางถึงสูง และมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอยูในเกณฑ์ปานกลาง ซึ่งมีความต้องการของคนที่อยากจะให้เปิดกิจการดังกล่าวอยู่ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยในประเทศไทยสามารถลดลงได้จากเลข 3 หลักเหลือเลขหลักเดียว จนมีการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรมในระยะที่ 1 และมีตัวเลขหลักเดียวมาเป็นวันที่ 22 หรือ 3 สัปดาห์ หากไม่นับการเจอผู้ป่วยในสถานที่กักกัน โดยหากคนไทยการ์ดไม่ตกและสามารถมีตัวเลขหลักเดียวได้นานๆ โดยมีการพิจารณาตามระยะทุก 14 วัน ก็จะมีธุรกิจ กิจการ/กิจกรรมกลับไปเหมือนเดิม แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของประชาชนทุกคน ขอให้มีตัวเลขหลักเดียวนานๆ ทุกอย่างก็จะกลับสู่กิจการ/กิจกรรมได้เหมือนเดิม แต่ต้องอยู่ในชีวิตวิถีใหม่ โดยมีการออกแบบร้านให้ปลอดภัย อาจจะมีนวัตกรรมที่สามารถให้ความมั่นใจกับทางการหรือศบค.หรือหน่วยงานสาธารณสุขได้ว่าสามารถดื่มนั่งแล้วไม่ติดโรคแน่นอน
////////////////////////////////////