วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เรียนออนไลน์' กับความเหลื่อมล้ำ

แม้ "การเรียนออนไลน์" จะเป็นหนทางในการปรับเปลี่ยนการเรียนสู่ออนไลน์ช่วงวิกฤติโควิด-19 ครอบงำ แต่กลับกลายเป็นตลกร้าย ที่สะท้อนจากการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการเรียนรูปแบบใหม่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ และตีแผ่ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก

สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 เป็นเวลากว่า 5 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.2562 จนถึงปัจจุบัน นอกจากจะส่งกระทบเป็นไฟลามโลกแล้ว โรคระบาดยังส่งผลกระทบไปยังประชาชนหลากอาชีพ ทุกเพศ-ทุกวัย โดยในวัยเรียน รัฐบาลได้สั่งปิดสถานศึกษามาตั้งแต่กลางเดือน มี.ค. ตามมาด้วยการเลื่อนวันเปิดภาคเรียนจากกำหนดเดิมออกไป เดินหน้าสู่แนวคิด “การเรียนออนไลน์” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นอีกหนึ่งในความปกติใหม่ (นิวนอร์มอล) ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ล่าสุดวานนี้ (18 พ.ค.) เป็นวันแรกที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ “ทดลองจัดการเรียนการสอนออนไลน์ทั่วประเทศ” เป็นครั้งแรกในไทย ตั้งแต่ระดับอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนปลาย ผ่านทีวีดิจิทัล 17 ช่อง ช่อง 37-53 ท่ามกลางหลากปัญหาในการเรียนการสอนออนไลน์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะ “ความพร้อมด้านอุปกรณ์การเรียน” ของทั้งผู้เรียน (นักเรียน)

สะท้อนผ่านสื่อในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ที่รายงานถึง “ความขาดแคลน” ของผู้เรียน โดยเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่ง บ้านไม่มีทีวี หรือมีทีวีแต่ไม่มีจานดาวเทียมรับสัญญาณ DLTV ไม่มีกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต WIFI ไม่มีสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นอุปกรณ์การเรียนพื้นฐานของการเรียนออนไลน์ เดือดร้อนถึงผู้ปกครองต้องมีภาระทางการเงิน ต้องเป็นธุระในการจัดหาอุปกรณ์การเรียนดิจิทัลเหล่านี้ให้กับบุตรหลาน ทั้งๆที่ครอบครัวก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากพออยู่แล้ว 

โดยข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ ออกมาระบุก่อนหน้านี้ว่า บ้านอยู่อาศัยสัดส่วน 20% ไม่พร้อมจะเป็นห้องเรียน ขณะที่พ่อแม่ไม่พร้อมเป็นครูจำเป็น ขณะที่เด็กอย่างน้อย 1.5 ล้านคน ที่ไม่มีเครื่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล ประเมินไปแล้วจึงเป็นเหมือน “ตลกร้าย” แม้การเรียนการสอนออนไลน์ อาจจะถูกต้องในหลักการ ในห้วงที่ทุกสาขาอาชีพต้องเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อสกัดการระบาดของโรค โดยออนไลน์อาจจะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาของหลายๆเรื่อง อาทิ การซื้อสินค้าผ่านออนไลน์  การประชุมออนไลน์ ในช่วงที่รัฐบาลขอความร่วมมือให้ทำงานที่บ้าน  

ทว่า ในอีกนัยหนึ่ง ยังมี “มุมมืด” ของการใช้ออนไลน์เข้าไปแก้ไขปัญหาในบางกิจกรรม อาทิ การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ให้กับเด็กไทยในช่วงโควิด-19 โดยรัฐจะต้องคำนึงถึง "ความพร้อมของผู้เรียน" จากปัญหา "ความเหลื่อมล้ำ” (ไม่เท่ากัน) ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ดังนั้น "การเรียนออนไลน์" จึงเป็นเรื่องอ่อนไหว สะท้อนภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถือเป็น “โจทย์ใหญ่” ของรัฐบาลที่จะต้องเร่งแก้ปัญหา “วัยเรียน” จึงจะได้เรียนหนังสือหนังหา เพื่อเติมเต็มสติปัญหาอนาคตของชาติ ให้ประเทศพัฒนายิ่งขึ้น การระบาดของโควิด-19 สอนให้รู้ว่า “พวกเราเอาตัวรอดจากวิกฤตินี้อย่างชาญฉลาดได้อย่างไร” ไม่ใช่กลับมาตอกย้ำปัญหาเดิมๆให้สะเทือนใจกันไปมากกว่านี้