"นพ.ทวีศิลป์" ระบุ สถานการณ์ "โควิด-19" ทั่วโลก เสียชีวิตแล้วกว่า 1.3 แสนราย สหรัฐฯ สูงสุด ขณะที่กลุ่มเอเชียยังคงมีผู้ป่วยเพิ่มมาก
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 63 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงข่าวสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ประจำวัน ว่า สถานการณ์ทั่วโลก 208 ประเทศ 2 เขตบริหารพิเศษ 2 เรือสำราญ มีผู้ติดเชื้อรวม 2,083,304 ราย อาการหนัก 51,142 ราย รักษาหาย 509,997 ราย เสียชีวิต 134,616 ราย โดย 10 อันดับ อันดับที่ 1 ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา ถัดมา ได้แก่ สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ จีน อิหร่าน ตุรกี และเบลเยียม ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 50
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวต่อไปว่า ยอดผู้ป่วยที่ดีขึ้นในวันนี้ มีผลมาจากการประกาศเคอร์ฟิวในวันที่ 3 เมษายน จนถึงวันนี้ ครบ 14 วัน ซึ่งพรุ่งนี้ก็อาจจะดีอยู่ แต่ 14 วันข้างหน้าอาจจะมีคนที่ติดเชื้อเพิ่มหากเราการ์ดตก ดูได้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ เอเชีย ดังนั้น ยังไม่อยากให้ผ่อนเร็วเกินไป
เนื่องจากขณะนี้ ในกลุ่มเอเชียยังคงมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นใน 1 วัน (ณ วันที่ 15 เมษายน) เช่น ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 741 รายฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 230 ราย อินโดนีเซีย 297 ราย มาเลเซีย 85 ราย สิงคโปร์ 447 ราย ขณะที่เกาหลีใต้ซึ่งอยู่อันดับที่ 23 ของโลก มีผู้ป่วยสะสมรวม 10,613 ราย ล่าสุด สามารถควบคุมผู้ป่วยใหม่ได้มากขึ้น โดยเพิ่มขึ้นเพียง 22 ราย
นายแพทย์ทวีศิลป์ อธิบายต่อไปว่า ประเด็นที่น่าสนใจในต่างประเทศ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างมาก ได้ดำเนินการผ่าน 4 มาตรการหลัก ได้แก่ 1) การเปิดเผยข้อมูลความเป็นจริง ความโปร่งใสของข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ โดย Korean Centre for Discase Control (KCDC) จะทำการเผยแพร่ข้อมูลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสื่อต่างๆ ทันทีที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ทั้งข้อมูลสถานที่ เวลา และสาเหตุการติดเชื้อ
2) การกักกันเชื้อ เริ่มต้นทันทีที่มีการตรวจพบเชื้อ คนแรกจากจีน (30 ธ.ค.2562) โดยเน้นไปที่การตรวจหาผู้ติดเชื้อและแยกผู้ติดเชื้อออกเพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาด และมาตรการชะลอการระบาด ได้แก่ การเว้นระยะห่างทางสังคม มีการรณรงค์ทันทีช่วงที่มีการตรวจพบ ผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 909 ราย (29 กุมภาพันธ์ 2563) โดยมุ่งหวังเพื่อลดความรุนแรงของกราฟช่วงการระบาด เพื่อให้หน่วยงานบริการสามารถรอบรับผู้ป่วยพอเพียง รวมถึงการปิดโรงเรียน การให้ทำงานที่บ้าน และห้ามรวมกลุ่ม
3) ระบบการตรวจโรคและรักษา พัฒนาจากประสบการณ์โรคเมอร์ส โดยจัดหน่วยบริการตามระดับความรุนแรงของผู้ป่วย ได้แก่ โรงพยาบาลโควิด 5 แห่งสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากและวิกฤต (19%) โรงพยาบาลชุมชน สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงน้อยและปานกลาง เตียงสำหรับผู้ป่วยเสริม ที่โรงแรมโรงยิม และหอพัก
และ 4) การคัดกรองอย่างกว้างขวาง และระบบการติดตามผู้ป่วยนสงสัย มีการคัดกรองอย่างกว้างขวางและเร่งผลิตชุดตรวจให้ได้เพียงพอ รวมถึง การเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวผู้ป่วยสงสัย ทั้ง GPS มือถือ การใช้บัตรเครดิต กล้อง CCTV เพื่อสอบสวนและติดตามหาผู้เสี่ยงมาตรวจโรค และแจ้งเตือนประชาชน นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเสริม ให้ประชาชนเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา ในโบสถ์ออนไลน์ พิธีกรรมทางศาสนาไม่ได้หายไปและยังคงอยู่
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของประเทศจีน คาดว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 ไม่แสดงอาการซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลจีนยืนยันในวันพุธตามเวลาท้องถิ่นว่า ผลตรวจผู้ต้องสงสัยติดเอโควิด-19 ล่าสุดจำนวน 6,764 คน พบว่า มีเพียง 1,297 คนเท่านั้น ที่มีอาการ ป่วย (19.1%) ส่วนที่เหลือไม่มีอาการแสดงอาการใดๆ การที่ข้อมูล จากจีนระบุว่า มีผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อยที่ไม่แสดงอาการเลย และยังสามารถแพร่เชื้อได้ กลายมาเปนความท้าทายสำหรับการควบคุมสถานการณ์และทำให้เกิดความกังวลว่า ภาวะการระบาดจะเกิดเป็นวงกว้างและรวดเร็วกว่าที่คิด
“มีการประเมินว่า จริงๆ แล้วผู้ป่วยที่ถูกมองว่าไม่แสดงอาการใดๆ อาจจะมีอาการป่วยที่แพทย์ไม่ได้คิดถึงก็เป็นได้ เพราะนับตั้งแต่เกิดการระบาด อาการหลักๆ ที่ใช้เป็นตัววัด คือ การไอแบบแห้ง และมีไข้ จนกระทั้งเมื่อไม่นานมานี้ มีการเพิ่มเติมการสูญเสียการได้กลิ่นและรับรส ว่าเป็นตัวบ่งชี้ด้วย และในเวลานี้ที่เชื่อกันว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการในจีน น่าจะสูงกว่า 6,764 คน ขณะที่ทางการจีนยังไม่เปิดเผยว่า อาการป่วยใดที่ใช้ในการประเมินการติดเชื้อ”
นายแพทย์ทวีศิลป์ อธิบายต่อไปว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อยู่ในกรุงโตเกียว สิ่งที่ญี่ปุ่นกังวลคือ มีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ทั้งนี้ ทางการญี่ปุ่น ได้เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ระบาดของโคโรนาไวรัสล่าสุด ในวันพุธ โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 457 คน ในหนึ่งวัน และยังเตือนว่าหากประชาชนไม่ปฏิบัติตามาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเคร่งครัด อาจทำให้มีผู้ติดเชื้อสูงถึง 850,000 คนทั่วประเทศ และอาจมีผู้เสียชีวิตถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าวในกรณีที่เลวร้ายที่สุด
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุด ที่จะเสียชีวิตจากโควิด-19 และที่ผ่านมารัฐบาลฐี่ปุ่นถูกวิจารณ์อย่างหนัก ว่าไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งพอสำหรับปกป้องประชากรกลุ่มนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังใช้แนวทางผ่อนคลายสำหรับหลายธุรกิจ บริษัทต่างๆ ยังคงอนุญาตให้พนักงานไปทำงานที่บริษัท และยังมีการใช้ระบบขนส่งมวลชนอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในเขตที่ประชากรหนาแน่น
“หากเราเรียนรู้อย่างนี้ ประเทศไทยขอย้ำว่า การ์ดอย่าตก เพราะเรามีกรณีศึกษาเกิดขึ้นแล้วในประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ หากเราเรียนรู้ ให้ดูจากประเทศที่ทำมาก่อนเรา และเราจะเลือกอย่างไร ขณะที่ การทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยออกนอกเคหะสถานในวันที่ 16 เมษายนยังคงมีอยู่โดยมีการ ตักเตือน 161 คน ดำเนินคดี 671 คน ขณะที่การชุมนุมมั่วสุม มีการดำเนินคดี 168 คน” นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าว









