การเจ็บป่วยของประชาชนคนไทยถึง 80 % แท้จริงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในรพ. ดูเหมือนแนวทางการดูแลสุขภาพ และตรวจรักษาความเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล ในยุคดิจิทัล....กำลังจะเปลี่ยนไป!!!!
การก้าวเข้าสู่ยุค “ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น” หากนำมาใช้ในมุมด้านสาธารณสุข สุขภาพนับว่าจะเป็นโอกาสอย่างมาก ไม่เพียงสร้างความสะดวกให้กับประชาชนเท่านั้น แต่รวมถึงการแก้ปัญหาสำคัญที่รพ.ของรัฐ โดยเฉพาะที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ต้องเผชิญอยู่ด้วย นั่นคือ “ความแออัด” ซึ่งมีข้อมูลระบุว่า การเจ็บป่วยของประชาชนคนไทยถึง 80 % แท้จริงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในรพ. แต่จากข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สธ. ย้อนหลัง 5 ปี พบว่าอัตราการเข้ารับบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นทุกปี
0 ภาครัฐเริ่มขยับ 0
สิ่งที่สธ.ในฐานะหน่วยงานที่มีรพ.ในสังกัดมากที่สุดในประเทศ แยกเป็นระดับโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) 34 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) 85 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน(รพช.)หรือรพ.ประจำอำเภอ 779 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล(รพ.สต.)อีกกว่า 9,700 แห่ง ได้เริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ สธ.มีนโยบายการนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาใช้ มุ่งเน้นพัฒนาระบบบริการให้ครอบคลุมระบบสุขภาพชุมชน เช่น การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligent) มาช่วยในการตรวจวินิจฉัย และการพัฒนาให้เป็นสมาร์ท ฮอสปิตัล (Smart Hospital) ที่มีการนำเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาเพิ่มความสะดวกในระบบบริการ ลดความแออัด เช่นระบบคิว (Queue) ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data Analysis) ที่เน้นใน 3 โรคหลัก คือ ตา ไต หัวใจ
พร้อมทั้งพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับคลินิกหมอครอบครัว เพิ่มความสะดวกในการเก็บข้อมูลสุขภาพประชาชน นำเข้าระบบข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพ (Health Information System Gateway : HIS Gateway) ไว้ในระบบ Cloud เพื่อง่ายต่อการดึงข้อมูลมาใช้ในการกำหนดทิศทางและนโยบายของสธ. ตั้งเป้าหมายในปี 2562 คลินิกหมอครอบครัวทุกแห่งมีการใช้แอปพลิเคชันสำหรับคลินิกหมอครอบครัว และเขตสุขภาพมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานอย่างน้อยเขตละ 1 จังหวัด
ล่าสุด ร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) CAT ลงนามความร่วมมือพัฒนาโครงสร้างแพลตฟอร์มหลักระบบสาธารณสุขแห่งชาติ (National Health Care Platform) และร่วมขับเคลื่อนมาตรฐานสาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (National Digital Healthcare Standard) พัฒนาโครงสร้างแพลตฟอร์มหลักระบบสาธารณสุขแห่งชาติ ขับเคลื่อนมาตรฐานสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ประมวลผลข้อมูลสุขภาพและระบบสนับสนุน ประชาชนเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง WiFi by CAT เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล (Digital Health) ที่จะทำให้ประชาชนทราบข้อมูลและนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ช่วยในการตัดสินใจดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง
“สธ.ได้พัฒนามาตรฐานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลของหน่วยงานในสังกัด ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรับส่งข้อมูลได้อย่างทันทีทันใด รวมทั้ง มีเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลหรือ Tele Medicine ที่ข้อมูลจะถูกส่งจากเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังระบบต่าง ๆ ช่วยให้ทีมแพทย์ วินิจฉัยอาการโรคได้อย่างรวดเร็ว สื่อสารเข้าใจตรงกันได้แม่นยำมากขึ้น ทำให้ข้อมูลทางการแพทย์และสุขภาพมีปริมาณมาก จึงจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่มีศักยภาพสูง ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงข้อมูลได้ตามมาตรฐานสากล”นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ.กล่าว
นอกจากนี้ การลงนามข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่(Big Data) ระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กับ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส)เมื่อราวเดือนต.ค.2562 ซึ่งเป็นการนำ “Big Dataด้านสาธารณสุข” โดยเฉพาะอย่างข้อมูลการใช้บริการระบบสาธารณสุขมาใช้ เพื่อสร้างความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอช่วงง 17 ปีที่ผ่านมา มีการจัดเก็บข้อมูลการใช้บริการผู้ป่วยในกว่า 100 ล้านข้อมูล ผู้ป่วยนอกอีกกว่า 200 ล้านข้อมูล และยังมีฐานข้อมูลผู้ป่วยรายบุคคล
“ปัจจุบันหากใช้บัตรประชาชนเสียบเข้าไปก็จะรู้ข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยเฉพาะในโรงพยาบาลแห่งนั้น แต่เมื่อมีการพัฒนาใช้ประโยชน์จากBig Data ก็จะทำให้สามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียวแล้วรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยเมื่อต้องไปเข้ารับการรักษาพยาบาลในรพ.ต่างๆ ทั้งการแพ้ยา ประวัติการรักษา หรือยาประจำตัวต่างๆ ลดปัญหา 1 คนมี10เลขบัตรรพ. ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวินิจฉัยโรคเมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในรพ.อื่นๆ อีกทั้ง เป็นการลดภาระการให้บริการทางการแพทย์”นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าว
ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดีอีเอส ยืนยันว่า ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ เพราะข้อมูลนี้จะถูกเก็บไว้ที่คลาวน์ แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่รพ.ไม่สามารถเปิดได้ คนที่เปิดข้อมูลได้มีเพียงคนเดียวคือผู้ป่วยเจ้าของข้อมูลนั้น เพราะการเปิดดูข้อมูลจะใช้บัตรประชาชน นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังช่วยเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิอีกด้วย
0 ภาคเอกชนก้าวกระโดด 0
อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “แนวทางการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัลและการพัฒนาคุณภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโรงพยาบาล” ซึ่ง รศ.นพ.วรรษา เปาอินทร์ เลขาธิการสมาคมเวชสารสนเทศไทย กล่าวในการประชุมระดับชาติด้านเวชสารสนเทศ ครั้งที่ 8 และการประชุมวิชาการสมาคมเวชสารสนเทศไทย ประจำปีพ.ศ.2562 ภายใต้แก่น “ปฏิรูปการดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”ว่า องค์ประกอบดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital transformation) ด้านสุขภาพ หมายถึง การมองยุทธศาสตร์ขององค์กรและคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีทำงาน เพื่อเพิ่มกำไร ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มผลลัพธ์ ถ้ามีองค์ประกอบครบทั้งหมดนี้จะเรียกว่าดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชันของโรงพยาบาล แต่หากทำเพียงแค่ติดตั้งตู้คิวหรือการซื้อไอแพดให้แพทย์ใช้ในโรงพยาบาล โดยไม่มียุทธศาสตร์ก็จะเป็นแค่การซื้อเทคโนโลยีมาใช้เท่านั้น
และแม้รพ.ภาครัฐเริ่มที่จะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาดำเนินการ แต่สำหรับในภาคเอกชนมีการก้าวกระโดดอย่างมาก ดำเนินการในรูปแบบประหนึ่งย่อส่วนแผนกผู้ป่วยนอกในรพ.มาอยู่บนมือถือ
นพ.วรรษา บอกว่า รพ.เอกชนหลายแห่งเริ่มเปิดบริการในลักษณะของบริการออนไลน์ อย่างเช่น รพ.สมิติเวช ที่เปิดบริการ Samitivej Virtual Hospital มาเป็นเวลากว่า 1 ปี ซึ่งผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังรพ.เพื่อพบแพทย์ แต่สามารถพบแพทย์ปรึกษาอาการป่วยได้ผ่านระบบวิดีโอ คอล ได้ตลอด24 ชั่วโมง สามารถเข้าถึงบริการได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึง บริการจัดส่งยา และสรุปค่าใช้จ่ายต่อครั้ง โดยผู้ป่วยสามารถจ่ายตังค์ผ่านออนไลน์ได้เช่นกัน นอกจากนี้ รพ.บำรุงราษฎร์ก็ให้บริการรูปแบบนี้แล้วเช่นกัน ผ่านแอพพลิเคชั่น Raksa สามารถเลือกปรึกษาแพทย์ได้แบบทันทีทันใดเช่นเดียวกัน
เทคโนโลยีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิธีการตรวจรักษาคนไข้ จากเดิมที่จะต้องเดินทางไปพบแพทย์ถึงที่รพ. ก็จะเปลี่ยนเป็นระบบพบแพทย์ออนไลน์ ซึ่งในแง่ของการลงทุนระบบใหม่นี้จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าแบบเดิม 10 หรือ 100 เท่า เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างตึกอาคารใหญ่โต หรืออาจไม่ต้องจ้างแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากแบบเต็มเวลา เมื่อมีคนเปิดใช้บริการระบบแพทย์ออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ โรงพยาบาลที่เป็นสถานพยาบาลหรือหน่วยบริการก็จะทยอยปิดตัว เพราะโรงพยาบาลรูปแบบเดิมต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายที่สูง ปัจจุบันอาจจะมีการให้บริการรูปแบบนี้เพียง 1 % แต่อัตราการเติบโตจะเป็นแบบคูณ 2 คือ จาก 1 %เป็น 2 % และคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีก็จะเติบโตถึง 100 % ในการรองรับกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ต้องรักษาในรพ.
“ความเจ็บป่วยของประชาชนในความเป็นจริง 80 %เป็นความเจ็บป่วยที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในรพ. แต่สามารถดูแลตนเองได้ เพราะฉะนั้น บริการตรวจ วินิจฉัยให้แนวทางการรักษาบนมือถือให้กับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังไปโรงพยาบาล ไม่ต้องรอเวลาพบแพทย์ หรือรอรับยา ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่ให้กับรพ.ก็เท่าเดิม และภาคธุรกิจก็พึงพอใจเพราะต้นทุนไม่มาก แต่ได้รับเงินเท่าเดิม”นพ.วรรษากล่าว
หากภาครัฐสามารถนำโมเดลของภาคเอกชนมาต่อยอดได้ ก็จะช่วยประหยัดเงินประชาชนและงบประมาณประเทศได้ไม่น้อย








