วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิจัยพบ 'หม้าย-หย่า' เปิดรับข้อมูลสุขภาพจิตมากกว่าคนสมรส

จุฬา-นิด้า-มธ.จับมือจัดประชุมวิชาการการสื่อสารระดับชาติ ขณะที่หนึ่งในผลวิจัยนิเทศศาสตร์ พบการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสุขภาพจิตจากผู้นำความคิดในโซเชียลมีเดีย มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าใช้บริการด้านสุขภาพจิต ส่วนคนหม้าย/หย่าเปิดรับข้อมูลมากกว่าคนสมรส

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวในการการแถลงข่าวงานประชุมวิชาการการสื่อสารระดับชาติ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2561 ว่า 1ปึที่ผ่านมาวงการวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนถูกคุกคามจากเทคโนโลยีที่มีการปฏิวัติตนเองทำให้หล่ยอาชีพต้องปรับตัวและบางอาชีพมีแนวโน้มที่จะหายไป ขณะที่ผู้ปกครองมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับตลาดงานในอนาคตของผู้ที่เรียนในสาขาด้านนี้ บวกกับมีสื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากในสังคม ส่วนภาคอุตสากรรมจองประเทศมีการก้าวสู่ระดับโลกมากขึ้น ซึ่งการสื่อสารในเชิงยุทธศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เหล่านี้จึงเป็นความท้าทายที่จะต้องยกระดับทางวิชาการ โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมาวงวิชาการด้านนิเทศศาสตร์มีการทำงานวิจัยและมีผลวิจัยที่เป็นข้อค้นพบเกี่ยวกับประเทศไทย ดังนั้น คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)จึงร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการสื่อสารระดับชาติปีที่ 2ในวันทีา 14 กรกฎาคม 2561 ที่ ชั้น 10 อาคารมงกุฎสมมติวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา ซึ่งจะเป็นการนำเสนอผลวิจัยในแวดวงวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และสื่อสารมวลชน ที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการเพื่อสู้กับความท้าทายต่างๆที่ประเทศกำลังประสบอยู่ โดยมีบทความวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆส่งมารับคัดเลือกเพื่อนำเสนอมากกว่า 100 บทความ ซึ่งจะมีคณะกรรมการจะพิจารณาคัดเลือก


ศ.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ นิด้า กล่าวว่า ภายในงานจะมีการนำเสนอผลงานวิจัยหลายเรื่องเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม และความต้องการของวงวิชาการที่จะต้องมีการพัฒนา อีกทั้ง ยังกระตุ้นให้บุคลากรในด้านนี้ตระหนักว่าการทำวิจัยไม่ใช่เพื่อให้ได้ปริญญาเท่านั้น แต่จะต้องทำเพื่อให้ได้ผลวิจัยที่น่าเชื่อถืแและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานหรือศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ด้วย


ผศ. อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. กล่าวว่า คณะทำงานทั้ง 3 สถาบันได้วางแผนจัดกิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการในด้านอื่นๆร่วมกันด้วย ทั้งการพัฒนาความเข้มแข็งในกลุ่มอาจารย์และนิสิตนักศึกษา และ รวมกันที่จะพัฒนาวารสารวิชาการของแต่ละสถาบันมีให้ก้าวขึ้นสู่ฐานข้อมูล TCI 1 และฐานข้อมูลอาเซียน จากที่ปัจจุบันวารสารวิชาการของแต่ละสถาบันอยู่ใน ฐานข้อมูล TCI 2 เป็นต้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานแถลงข่าวมีการเผยแพร่วารสารการประชาสัมพันธ์และการโฆษณา ของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ฉบับมกราคม-มิถุนายน 2561ซึ่งหนึ่งในวิทยานิพนธ์ที่มีการนำเสนอผ่านวารสารดังกล่าว คือ วิทยานิพนธ์เรื่อง "อิทธิพลของผู้นำความคิดในเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่อการรับรู้ทัศนคติและการตัดสินใจใช้บริการด้านสุขภาพจิต"ของพิชากร พุ่มพยุง นิสิตปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีผศธาตรี ใต้ฟ้าพูล รองคณบดีฝ่ายบัณฑิตศึกษา คณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ระบุว่า ปัจจุบันมีกลุ่มผู้นำความคิด(opinion leaders)ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในด้านสุขภาพจิตได้เลือกใช้เฟซบุ๊กเพจและทวิตเตอร์ทวิตเตอร์เผยแพร่ข้อมูลสุขภาพจิต ซึ่งมีมากกว่า 20 ราย จึงเป็นปรากฏการณ์ด้านการสื่อสารที่น่าสนใจว่าการให้ข้อมูลสุขภาพจิตจากบุคคลเหล่านี้และผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์นี้ จะมีอิทธิพลอย่างไรต่อด้านการรับรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการตัดสินใจเข้าใช้บริการด้านสุขภาพจิตของประชาชนผู้ติดตาม


งานวิจัยนี้เป็นวิธีวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ติดตามผู้นำความคิดด้านสุขภาพจิตในเครือข่ายสังคมออนไลน์ในบริเวณขอบเขตที่ศึกษาจำนวน 400 คน ผลการศึกษาพบว่า 1.เพศหญิงมีการเปิดรับการรับรู้ทัศนคติและแนะนำบริการสุขภาพจิตมากกว่าเพศชาย 2 ผู้ที่อายุน้อยแนะนำบริการสุขภาพจิตให้ผู้อื่นทราบมากกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 3 ผู้มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรีเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากผู้นำความคิดด้านสุขภาพจิตในเครือข่ายสังคมออนไลน์มากกว่าผู้มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี 4.คนที่มีสถานภาพหม้าย/หย่ามีพฤติกรรมการเปิดรับข้อมูลจากผู้นำความคิดมากกว่าคนที่มีสถานภาพสมรส 5.คนที่มีรายได้น้อยมีทักษะ อคติต่อการบริการด้านสุขภาพจิตในเชิงบวกมากกว่าคนที่มีรายได้สูงกว่า และ6.การรับรู้ข้อมูลข่าวสารสุขภาพจิตจากผู้นำความคิดในเครือข่ายสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าใช้บริการด้านสุขภาพจิต


วิทยานิพนธ์นี้ระบุด้วยว่า จากผลการวิจัยที่พบว่าสถานภาพหม้าย/หย่ามีการเปิดรับข้อมูลจากผู้นำความคิดมากกว่าคนที่สมรส ชี้ให้เห็นว่าบุคคลที่มีการเลิกราจากคู่รัก หรือการที่คู่รักเสียชีวิตไปนั้นอาจต้องการข้อมูลเพื่อช่วยชี้ทางในการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขเมื่อไร้ซึ่งคู่ครองต่อไป ดังนั้น การที่คนกลุ่มนี้เข้ามาเปิดรับข้อมูลด้านสุขภาพจิตจากผู้นำความคิดในสื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับรับข้อมูลไปประยุกต์ใช้หรือช่วยแก้ปัญหาทางจิตใจที่เกิดขึ้น