วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หล่มกรรมของความรัก ในมุมการแพทย์มนุษยปรัชญา

หมอปอง คอลัมนิสต์กรุงเทพธุรกิจ(กายใจ) หยิบตัวอย่างการตกหลุมรักทันทีที่สบตา มาอธิบายในมุมมองการแพทย์มนุษยปรัชญา เชื่อมโยงกับพลังจิตใต้สำนึก

หมอปอง คอลัมนิสต์กรุงเทพธุรกิจ(กายใจ) หยิบตัวอย่างเรื่องการตกหลุมรักทันทีที่สบตา มาอธิบายในมุมมองการแพทย์มนุษยปรัชญา เชื่อมโยงพลังชีวิตกับพลังธรรมชาติ


ในตอนที่เราเกิดมาช่วงทศมาสในครรภ์แม่ นอกจากเลือดเนื้อที่ได้รับมาจากกายของแม่แล้ว ยังได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมภายนอกมาด้วยไม่มากก็น้อย หากมองในแง่ฤดูกาล คนที่มีช่วงปฏิสนธิอยู่ในช่วงฤดูร้อน จึงมีแนวโน้มของโรคร้อนใน ปวดหัว ไมเกรน มากกว่าคนที่เกิดในฤดูหนาว พลังชีวิตที่เราได้รับมาในช่วงเป็นตัวอ่อนในท้องแม่นั้น เปรียบเสมือนรอยประทับของพลังธรรมชาติของฤดูกาลและเดือนดาวในช่วงนั้น ซึ่งจะเป็นแบบแผนที่ส่งผลต่อ กาย-จิต ในชั่วชีวิตของเรา ซึ่งเริ่มพิสูจน์ได้ผ่านกระบวนการ Epigenomic เมื่อไม่นานมานี้

แต่ในมุมมองการแพทย์มนุษยปรัชญา ร่องรอยของพลังชีวิตดังกล่าวได้ประจุกระแสกรรมบางอย่างเอาไว้ด้วย เพราะทุกครั้งที่เรารับประสบการณ์อะไรมาไว้ มันจะถูกบันทึกไว้ในพลังชีวิตเหล่านี้ เช่น มีการทดลองทาง PNEI พบว่า ถ้าขังสุนัขขี้แพ้ในกรงให้ได้กลิ่นจ่าฝูงที่กัดมันประจำ ลำพังแค่ได้กลิ่นนั้น ระดับเม็ดเลือดขาวในเลือดของสุนัขขี้แพ้ก็เพิ่มขึ้นทันทีเพื่อเตรียมรับสถานการณ์เวลามีบาดแผลเกิดขึ้น ทั้งหมดไม่ได้อยู่ในความรับรู้ของสมองใดๆ จะเรียกว่าเป็น “จิตใต้สำนึก” ที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของ Body Memory ก็ว่าได้

การแพทย์มนุษยปรัชญาถือว่า Memory ของชาติที่แล้วไม่ได้สูญหายไปไหน มันยังคงค้างรูปแบบพลังงานรูปแบบหนึ่ง และรอจนวันเวลาเหมาะสม เมื่อคนๆ นั้นมาเกิดใหม่ในสภาพแวดล้อมของเดือนดาวอันจำเพาะอันหนึ่ง Memory ดังกล่าวก็จะถูกดึงมารวมกันเพื่อสร้างเป็นกายเนื้อใหม่ เราจึงพบอยู่เสมอๆ ว่า บางคนเกิดมาไม่เคยเจอแมว แต่ Body Memory สำแดงการตอบสนองต่อการมองเห็นแมวด้วยการหลั่งอะดรีนาลินเกิดเป็นอาการตระหนกที่อธิบายไม่ได้ ในมุมมองของกรรม เขาอาจมีบุพกรรมที่รู้สึกแย่ๆ เกี่ยวกับแมวก็ได้ และเมื่อความกลัวนั่นไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผล เราจึงค้นกลับไปในจิตใต้สำนึกแทน และกรรมที่ว่าไม่ได้จำกัดแค่เรื่องราวชาตินี้เท่านั้น ความรู้สึกที่ไม่สมเหตุสมผลในชาตินี้ มักบ่งชี้ว่า อาจเกี่ยวเนื่องจากกรรมที่หักหาญ หรือผูกพันกันมาในชาติก่อนๆ

ดังนั้น การที่กุลสตรีจะปิ๊งรักแรกพบกับหนุ่มกักขฬะที่มีภรรยาอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องของพลังชีวิตที่ถูกกรรมเก่าเล่นตลก พยายามล่อลวงให้เธอแหกกฎและจารีตที่ผู้ใหญ่พยายามทักท้วง ด้วยเหตุผลอย่างไร สมองก็ไม่ยอมฟังได้ พระพุทธองค์จึงกล่าวว่า ณ จุดหนึ่งที่คนเราต้องเลือกระหว่างการทำตามสัญชาตญาณและฮอร์โมนอันพลุ่งพล่าน หรือข่มเอาชนะด้วยตรรกะที่ขอทำตามหลักแห่งศีลธรรม หากหญิงสาวผู้นั้นได้รับการฝึกสติมาพอสมควร สมองส่วนที่พัฒนาแล้วของมนุษย์จะสามารถยับยั้งชั่งใจ ไม่ให้เผลอทำตามสิ่งที่ผิดศีลธรรมได้ ผลของการเลือกว่า จะทำตามสัญชาตญาณและเป็นไปตามกรรมที่จะถูกกระทำชำเรา หรือถูกตบตี เมื่อถูกยับยั้งได้นานพอจนฮอร์โมนอันพลุ่งพล่านทางกายค่อยๆ สงบลงด้วยสติ จนเธอสามารถตัดใจจากหล่มกรรมที่ดึงดูดนั้นไปได้ เธอก็อาจจะเจอผู้ชายที่ดีกว่าก็เป็นได้
                “สติ” จึงให้อภิสิทธิ์มนุษย์เหนือสัตว์โลกอื่นๆ ที่จะเลือกสร้างกรรมใหม่ และหนีกรรมเก่าได้ด้วยประการฉะนี้นี่เอง

*บทความโดย นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล (หมอปอง) แพทย์ธรรมชาติบำบัด Wellness solution ติดตามหรือฝากคำถามได้ที่ Facebook Fanpage/หมอปอง