คลอดแนวทางดูแลหญิงท้องกรณีซิกา แม่มีอาการอัลตราซาวด์ทันที ตรวจติดตามทุกเดือนจนคลอด พบหัวเล็กก่อน24สัปดาห์ยุติครรรภ์ได้ตามกฎหมาย
ที่กรมการแพทย์ มีการประชุมคณะกรรมการจัดทำแนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัยและดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่สงสัยติดเชื้อไวรัสซิกา โดยมีรศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โ ชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีเป็นประธาน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากศิริราชพยาบาล รพ.รามาธิบดี รพ.ราชวิถี และภาคเอกชนเข้าร่วม โดยศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยปกติจะมีแนวทางที่เป็นระบบในการดูแลหญิงตั้งครรภ์อยู่แล้ว เช่น หญิงตั้งครรภ์ปกติจะต้องมีการตรวจครรภ์ 5 ครั้ง โดยตรวจเลือดและปัสสาวะ และตรวจอัลตราซาวด์ 1 ครั้ง เมื่ออายุครรภ์ 4-5 เดือน เพื่อดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่
เมื่อมีไวรัสซิกาซึ่งหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติต่อสมองของทารกในครรภ์ได้ เช่น ศีรษะเล็ก จะส่งผลต่อพัฒนาการในอนาคต หรือ เกิดหินปูนจับสมอง โดยไวรัสจะเข้าไปทำลายหรือทำปฏิกิริยากับเซลล์สมองของทารก แต่อุบัติการณ์ที่จะเกิดขึ้นมีเพียง 1-10 % เป็นส่วนน้อยที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิกาทุกรายจะคลอดทารกศีรษะเล็ก แต่ก็เป็นสิ่งที่ประมาทไม่ได้ จึงต้องจัดทำแนวทางในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่สงสัยติดเชื้อไวรัสซิกาที่จะเป็นแนวทางให้แพทย์ทั่วประเทศนำไปใช้
ศ.นพ.ภิเศก กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวจะแบ่งหญิงตั้งครรภ์เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1.หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการของโรคติดเชื้อไวรัสซิกา คือ ไข้ ออกผื่น ปวดข้อ ตาอักเสบ แพทย์จะรีบดำเนินการตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อยืนยันทางห้องปฏิบัติการ(ห้องแล็ป)ว่าติดเชื้อไวรัสซิกาหรือไม่ หากพบว่าติดเชื้อไวรัสซิกาก็จะทำการตรวจอัลตราซาวด์ทันทีไม่ว่าจะตั้งครรภ์กี่สัปดาห์ จากเดิมที่จะอัลตราซาวด์เมื่ออายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์ และจะทำการเฝ้าระวังใกล้ชิด ด้วยการนัดมาตรวจทุกเดือนจนคลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวัดเส้นรอบศีรษะทารกแล้วพบว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของแต่ละอายุครรภ์ จะต้องปรึกษาหรือส่งให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะดูแล และกลุ่มที่ 2.หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่แสดงอาการของโรคซิกา จะทำการอัลตราซาวด์ 2 ครั้ง เมื่ออายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์และ 28-30 สัปดาห์ เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของทารกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 กลุ่มหากพบว่าทารกมีความผิดปกติจะปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างแพทย์และครอบครัวของทารกว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้ดีต่อมารดาและทารก
“โรคนี้บางครั้งมารดาที่ตั้งครรภ์ไม่ทราบว่าติดเชื้อไวรัสซิกา คิดว่าเป็นผื่นธรรมดาก็ไม่มาพบแพทย์ เพราะฉะนั้น หญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการออกผื่นให้มาพบแพทย์ เพราะอาจติดเชื้อซิกาและมีโอกาสส่งผลต่อทารกในครรภ์ สิ่งที่สำคัญและต้องย้ำอย่างมาก คือให้หญิงตั้งครรภ์รีบมาฝากครรภ์ และแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากมีอาการผิดปกติ และป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัดระหว่างตั้งครรภ์ โดยเลือกยากันยุงที่มีส่วนประกอบของสารที่ปลอดภัยต่อหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ และต้องระวังตลอดอาการตั้งครรภ์ และหากจะมีเพศสัมพันธ์ก็ควรใช้ถุงยางอนามัยเนื่องจากมีรายงานทางการแพทย์แล้วว่าเชื้อไวรัสซิกาสามารถติดต่อจากเชื้ออสุจิได้”ศ.นพ.ภิเศกกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสซิกาแล้วตรวจเจอว่าทารกศีรษะเล็กจะดำเนินการในเรื่องการยุติการตั้งครรภ์หรือไม่ ศ.ภิเศก กล่าวว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสซิกา ไม่ได้แปลว่าทารกจะคลอดมาแล้วผิดปกติทุกราย เพราะฉะนั้น จะต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าทารกมีศีรษะเล็กจริง โดยหากพบว่าตรวจเจอทารกศีรษะเล็กในช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 24 สัปดาห์ แล้วต้องพิจารณาเรื่องยุติการตั้งครรภ์ จะใช้รูปแบบวิธีการเช่นเดียวกับการยุติการตั้งครรภ์จากสาเหตุอื่นที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในกรณีทารกศีรษะเล็กจากไวรัสซิกา คือ จะต้องวินิจฉัยให้ได้เร็วที่สุด เพื่อพิจารณาในเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งปัจจุบันยังระบุได้ลำบากว่าจะตรวจเจอทารกศีรษะเล็กในอายุครรภ์กี่สัปดาห์ เนื่องจากจะมีเกณฑ์มาตรฐานศีรษะทารกในทุกช่วงอายุครรภ์
“ปัจจุบันการยุติการตั้งครรภ์กรณีที่เกิดความผิดปกติกับทารกจะทำได้ในช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 24 สัปดาห์เป็นเกณฑ์มาตรฐาน แต่หากอายุครรภ์มากกว่า 24 สัปดาห์ แม้เกิดความผิดปกติกับทารกก็จะไม่ถือเป็นการยุติการตั้งครรภ์ แต่จะถือเป็นการทำคลอดแล้ว และการยุติการตั้งครรภ์ในอายุครรภ์มาก ภาวะแทรกซ้อนก็จะมีมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ อุบัติการณ์ทารกคลอดมามีศีรษะเล็กของไทยมีน้อยกว่า 1 % ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น ซี่งหากจะเทียบซิกากับหัดเยอรมัน ถือว่าหัดเยอรมันน่ากังวลกว่า เพราะหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นหัดเยอรมันเกือบ 100 % จะทำให้เด็กผิดปกติ แต่ซิกามีโอกาสเกิดความผิดปกติต่อเด็ก 1-30 % ”ศ.นพ.ภิเศกกล่าว
รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า การยุติการตั้งครรภ์มีเรื่องทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หากต้องยุติการตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 24 สัปดาห์ ต้องปรึกษาร่วมกันอย่างใกล้ชิดในลักษณะคณะแพทย์ที่จะต้องมีแพทย์อย่างน้อย 2 คน ปรึกษาร่วมกับบิดา มารดาเจ้าของบุตร แต่หากต้องยุติหลังอายุครรภ์ 24 สัปดาห์แพทย์จะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพิจารณาเป็นรายกรณี ซึ่งจากนี้สูติแพทย์ต้องไปปรึกษาหารือเพื่อวางแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร หากพบทารกศีรษะเล็กหลังอายุครรภ์ 24 สัปดาห์
“มารดาที่ติดเชื้อซิกาแล้วมีอาการกับไม่มีอาการไม่ได้เป็นสิ่งบ่งบอกว่าใครจะเสี่ยงที่ทารกจะมีศีรษะเล็กมากกว่ากัน แต่แบ่งเป็น 2 กลุ่มเพื่อให้สะดวกในการดูแล โดยมารดาที่แสดงอาการจะทำให้การทำงานเร็วขึ้น เพราะจะทำการตรวจยืนยันเชื้อซิกาทันทีจากเลือดและปัสสาวะของมารดา และเข้าระบบติดตามทุกเดือน สำหรับแนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์เฉพาะเจาะจงในเรื่องซิกา ประเทศต่างๆในเอเชียยังไม่มีประเทศไหนที่มีแนวทางแบบนี้ แต่ในประเทศไทยได้มีการจัดทำแนวทางขึ้นเนื่องจากมีการตรวจเจอทารกมีศีรษะเล็กจากเชื้อซิกาได้เร็วกว่าประเทศอื่น”รศ.(พิเศษ) นพ.ทวีกล่าว
รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวอีกว่า สำหรับการดูแลทารกศีรษะเล็กหลังจากคลอด ได้มีการจัดทำแนวทางในการดูแลสำหรับแพทย์แล้วเช่นกัน โดยจะต้องมีการตรวจเช็คสายตา การได้ยิน และสมองโดยติดตามจนถึงอายุอย่างน้อย 2 ปี อย่างกรณี เด็ก 2 รายแรกของไทยที่ศีรษะเล็กจากเชื้อซิกา มีอาการชักเกร็งก็มีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแต่จะให้ปกติเหมือนเด็กทั่วไปคงยาก เพราะเนื้อสมองมีน้อย
“ไทยมีการตรวจหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่ที่พบผู้ป่วยโรคซิกา พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสซิกา 39 ราย เป็นผู้ที่ติดเชื้อแล้วแสดงอาการ 16 ราย อีก 23 ราย หรือราว 60 % ไม่มีอาการตรงกับลักษณะของโรคซิกา คลอดแล้ว 9 ราย เด็กปกติทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเทศอื่นๆที่มีรายงานโรคไข้เลือดออก จะมียุงลายนำเชื้อก็น่าจะมีเชื้อซิกาเช่นกัน แต่อาจมีการตรวจน้อยหรือไม่ตรวจเลยจึงไม่มีรายงานโรคซิกา”รศ.(พิเศษ) นพ.ทวีกล่าว
รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวด้วยว่า สำหรับไวรัสซิกาเป็นเชื้อเก่าที่ตรวจพบมานาน 60 ปี แต่เชื้อไวรัสทำให้ทารกมีศีรษะเล็กเป็นกลุ่มอาการใหม่ อาจเพราะที่ผ่านมายังไม่มีการระบาดของโรค จึงไม่มีการตรวจเจออาการดังกล่าวในเด็ก ซึ่งในกลุ่มคนทั่วไปที่ติดเชื้อไวรัสนี้จะมีอาการไม่มาก กินยา พักผ่อนก็จะหาย โดยผู้ที่ติดเชื้อทีแสดงอาการ เช่น ไข้ ออกผื่น ตาอักเสบ ปวดข้อ มีเพียง 20 % อีก 80 % ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ ในประเทศไทยมีการตรวจเจอเชื้อไวรัสซิกามานานหลายปีแล้วเช่นกัน โดยในปี 2558 มีการตรวจซิกาในคนป่วยประมาณ 100 ราย พบติดเชื้อ 5 ราย ส่วนปี 2559 ตรวจกว่า 1 หมื่นราย พบเชื้อ 392 ราย คิดเป็นประมาณ 3-5 % ซึ่งไม่ได้ผิดปกติจากปีก่อนๆ แต่เมื่อตรวจจำนวนมากก็พบมากเป็นธรรมดา โดยตรวจพบทารกศีรษะเล็กจากเชื้อไวรัสซิกาแล้ว 2 ราย








