วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เฝ้าระวัง‘ซิกา’ด้วยตัวเอง สกัดเชื้อโรคแพร่ระบาด

สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกา แม้ว่าจะมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากสำนักควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เกีี่ยวข้อง แต่ข้อมูลล่าสุดในขณะนี้ก็ยังพบว่ามีพื้นที่มีผู้ติดเชื้อแล้วถึง 7 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) และยังมีผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ต้องเฝ้าระวังจำนวนมาก โดยในจำนวนนั้นเป็นหญิงตั้งครรภ์ถึง 24 คน

  โดยการป้องกันที่สามารถทำได้ก็คือการกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย ที่เป็นพาหะนำโรค ซึ่งนอกจากจะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น และหน่วยงานป้องกันและควบคุมโรค ก็ยังมีการรณรงค์และให้ความรู้ในการให้บ้านเรือนช่วยกันดูแล 

สำหรับสถานการณ์ไวรัสซิกาในประเทศไทยในต้นปี 2559 ถึง 31 ส.ค.2559 พบมีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกาสะสม 97 ราย ตั้งแต่ต้นปีมีรายงานผู้ป่วยใน 16 จังหวัด แต่ปัจจุบันมีเพียง 12 อำเภอ ใน 6 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานครหลายพื้นที่ ที่มีรายงานผู้ป่วยและอยู่ในระยะควบคุมโรค โดยมี 5 จังหวัดที่พบผู้ป่วยรายใหม่และกำลังดำเนินการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคอย่างเข้มข้น ได้แก่ เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ บึงกาฬ และกทม.

สำหรับโรคติดต่อเชื้อไวรัสซิกา หรือ"โรคไข้ซิกา" เป็นภัยเงียบจากยุงลาย เป็นไวรัสซิกาในตระกูลเฟลวิไวรัส(Flavivirus) คล้ายคลึงกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบ ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค 

โรคนี้แม้ว่าโดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะสามารถหายได้เอง หากอาการของโรคไม่รุนแรง แต่ที่ต้องเฝ้าระวังเพราะหากแพร่ระบาดไปยังหญิงตั้งครรภ์ จะส่งผลให้เด็กในท้องมีอาการสมองลีบ แคระแกรน และมีพัฒนาการช้า

สำนักโรคอุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกเอกสารเตือนอย่างต่อเนื่อง ให้ประชาชนช่วยกันดูแลอาการเจ็บป่วยของตัวเอง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปในประเทศที่มีการแร่ระบาด แถบละตินอเมริกา และแคริบเบียน และที่สำคัญโดยเฉพาะหญิงมีครรภ์ เพราะอาจติดเชื้อแล้วทำให้ทารกมีศีรษะเล็ก และสมองฝ่อได้

โดยผู้ติดเชื่อจะมีอาการ มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ตาแดง มีผื่นแดง ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต และอุจจาระร่วง แต่หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการเหล่านี้จะทุเลาลงภายในเวลา 2-7 วัน

การรักษาส่วนใหญ่หากมีอาการไม่รุนแรง สามารถรักษาโดย 1.พักผ่อนให้เพียงพอ 2.ดื่มน้ำมากๆ และ 3.หากมีไข้ให้กินยาพาราเซตามอล โดยห้ามกินแอสไพรินเด็ดขาด

ส่วนการป้องกันให้ 1.สวมเสื้อผ้าให้มิดชิดใช้ยาทากันยุง 2.กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และ 3.สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงที่จะเดินทางประเทศที่มีการระบาด

สำหรับไวรัสซิกามีระยะฟักตัว เฉลี่ย 4-7 วัน โดยระยะสั้น 3 วัน และยาวสุด 12 วัน

ข้อมูลในต่างประเทศระบุว่าในปี 2558 ที่ประเทศโคลอมเบียมีการคาดการณ์ว่า การระบาดของไวรัสซิกา น่าจะทำให้มีผู้ป่วยถึง 600,000-700,000 คน 

ส่วนประเทศบราซิลต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังพบเด็กทารกแรกเกิดติดเชื้อไวรัสซิกาและมีความผิดปกติทางสมองเกือบ 4,000 คน

ทั้งนี้ โรคติดเชื้อไวรัสซิกา พบครั้งแรกที่ประเทศอูกานด้า เมื่อปี2490 ในลิง พบมีการติดต่อในคนตั้งแต่ปี2495 ในประเทศอูกานด้า สาธารณรัฐทานซาเนีย และมีรายงานพบการระบาดของโรคไข้ซิกา ในพื้นที่ของทวีปแอฟริกา เอเชีย หมู่เกาะแปซิฟิกและอเมริกา พาหะนำโรค คือ ยุงลาย สามารถแพร่เชื้อโดยยุงลายที่มีเชื้อไปกัดคน และแพร่ผ่านทางเลือดจากมารดาที่ป่วยสู่ทารกในครรภ์และการมีเพศสัมพันธ์ 

สำหรับความสำคัญของโรค มีความเกี่ยวข้องกับภาวะสมองเล็กแต่กำเนิด เนื่องจากมักพบไวรัสในเลือดอย่างต่อเนื่องในหญิงตั้งครรภ์ และมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอักเสบของเส้นประสาทหลายเส้นพร้อมกัน เนื่องจากมีการติดเชื้อกระจายไปทั่วโลก 

ในต้นปี2550-25ส.ค.2559 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ในระดับนานาชาติ และปัจจุบันมีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกา ทั้งหมด 70 ประเทศทั่วโลก