จากเด็กสาวที่เรียนไม่เก่งเข้าขั้น 10 ท๊อปบ๊วยของห้อง สุภาดา วัฒนสุข ปรับเปลี่ยนตนเองสู่คนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ทำงาน 7 วัน/สัปดาห์ด้วยพลังความสุข
จากเด็กสาวที่เรียนไม่เก่งเข้าขั้น 10 ท๊อปบ๊วยของห้อง สุภาดา วัฒนสุข หรือปอน ปรับเปลี่ยนตนเองสู่คนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ เต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อมมั่นในตัวเองพร้อมมุมคิดที่เปลี่ยนความเหนื่อยล้าให้เป็นความสุขกับการบริหารบูทีคโฮเทลสไตล์ฝรั่งเศสที่น่าหลงใหล
ลูกสาวนายแบงก์ที่ต้องเผชิญภาวะ “เตะฝุ่น” เพราะเกรดไม่ได้อยู่ระดับเอลิสต์ ไม่ได้เป็นมหาบัณฑิตแถวหน้า แต่เมื่อได้รับคำชี้แนะที่ดี นำเธอไปในทางที่ใช่ สิ่งที่ชอบ กลายเป็นเจ้าของธุรกิจบริการที่ประสบความสำเร็จ ก่อนขยับขยายมารับหน้าที่บริหารจัดการรีสอร์ทสไตล์ยุโรปของครอบครัว ที่ใช้เวลาไม่นาน ก็สร้างกระแสตอบรับในทางบวก ด้วยบรรยากาศและสถาปัตยกรรมที่เหมือนยกฝรั่งเศสมาไว้ที่เขาใหญ่
การเป็นเจ้าของธุรกิจ (บริษัท บางกอก เนตัวเย่ (ไทยแลนด์) จำกัด) หลายคนมองว่า ต้องเรียนสูงๆ เรียนเก่ง หรือมีเกียรติบัตร โล่รางวัลการันตี แต่สำหรับบัณฑิตจบใหม่ที่ไม่ได้เกียรตินิยม เกรดไม่สวยหรูนัก เมื่อสมัครงานแต่ละที่ต่างเงียบหายไป ไร้การตอบรับ สุภาดาที่อยู่ในสถานะของคนว่างงาน ก็ได้รับการชี้แนะพร้อมทุนตั้งต้นจากผู้เป็นบิดา เริ่มสร้างธุรกิจใหม่ด้วยสองมือของเธอเอง ก่อนประสบความสำเร็จและคืนทุนภายใน 1 ปี จนปีนี้ต้องฉลองครบรอบ 12 ปีแล้ว
“ปอนเป็นคนธรรมดาที่เรียนไม่เก่ง ไม่ได้เกเร เป็นคนที่ไม่ออกนอกลู่นอกทางแค่เรียนไม่เก่ง ถ้าในห้องมี 50 คน คะแนนสอบของปอนจะอยู่อันดับ 45 ดังนั้น ตอนที่เรียนจบมา ก็ยังหางานทำไม่ได้ คุณพ่อก็ถามว่า อยากทำอะไรหรือเปล่า อยากทำธุรกิจบริการไหม เราก็ตอบว่า ได้ จากนั้นก็ยืมเงืนคุณพ่อมาทำธุรกิจแรก”
แนวทางธุรกิจของเธอจะไม่ร่วมประมูลงานใหญ่ แต่จะแทรกไปกับบริษัทขนาดเล็กที่เข้าใจความเป็น “เอาท์ซอร์ส” และยอมจ่ายกับรายเล็ก เธอทำแบบนี้มา 10 ปี และลูกค้าก็อยู่กันมาตลอด เหมือนเป็นการทำธุรกิจตรงๆ ซื้อใจกัน ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ด้วยกำไรของตนเองและสามารถคืนทุนภายใน 1 ปี ตอนนี้ปอนคืนเงินที่ยืมคุณพ่อมาหมดแล้ว
ครอบครัววัฒนสุขชื่นชอบการท่องเที่ยว และทุกคนต่างหลงรักประเทศฝรั่งเศส ที่มีทั้งทิวทัศน์ที่สวยงาม อากาศดี สถาปัตยกรรม และแหล่งช็อปปิ้ง ตอบโจทย์สมาชิกในบ้าน ดังนั้น เมื่อถึงช่วงวัยที่ต้องการพักอย่างสะดวกสบายในบั้นปลายชีวิต จึงคิดสร้างบ้านที่จำลองความเป็น “ฝรั่งเศส” ทั้งกลิ่นอาย และสถาปัตยกรรม ก่อนขยับขยายเป็นธุรกิจเล็กๆ ที่ครอบครัวนี้พร้อมจะลุยตลาด
"เมื่อคุณพ่อเกษียณจากงานธนาคาร 4 ปีที่แล้ว ก็อยากมีบ้านอยู่ที่เขาใหญ่ ก็เลยคิดจะสร้างบ้านที่นี่และคิดคอนเซปต์บ้านของเราเอง ซึ่งคุณพ่อชอบความเป็นฝรั่งเศสก็จะทำสไตล์ฝรั่งเศส ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากคนรอบข้างมาก ที่ขอแวะมาดูว่ามันคืออะไร แต่พออยู่ๆ ไป พื้นที่มันกว้าง (ราว 8 ไร่) ก็เลยทำหลังอื่นๆ เพิ่มและค่อยๆ ทำเรื่อยมา ผ่านไป 4 ปีก็ยังไม่เสร็จเพราะคุณพ่อเสริมแต่งเข้าไปตลอด จนถึงจุดที่คิดว่า จะทำเล่นๆ ไม่ได้แล้ว เงินมันจม ก็ต้องปรับเป็นธุรกิจบูทีคโฮเทลเล็กๆ ขนาด15 ห้อง"
"ทั้งบางกอก เนตัวเย่และลา ภูริเณ่ มีความเหมือนกันในการเป็นธุรกิจบริการ ที่ต้องจับจุดลูกค้ากับธุรกิจของเราที่ได้มาตรฐาน ในขณะที่ความคาดหวังของลูกค้าสำหรับธุรกิจโรงแรมก็มีสูง คนทำงานจะต้องรู้ว่า ลูกค้าต้องการอะไร แม้ตอนนี้ ลา ภูริเณ่ยังไม่สะดวกสบายทั้งหมด แต่ถือว่า มีความสุข และลูกค้าให้การตอบรับที่ดีกับสิ่งที่เราเป็น ที่สำคัญ คือความท้าทายกับตัวเอง เพราะส่วนตัวเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่บ่อยนักที่จะเป็นฝ่ายเริ่มสนทนาก่อน แต่พอมาทำตรงนี้ เราต้องเป็นคนเข้าหา เริ่มคุย เริ่มถามลูกค้า เพื่อดูการตอบรับ ความพึงพอใจ หรือสิ่งที่เราต้องแก้ไข แน่นอนว่า ช่วงแรกๆ ปัญหาเกิดตลอด ไฟดับ ของขาด ฯลฯ แทบไม่ได้นอนเลย แน่นอนว่า บางครั้งก็มีบ้างที่ไม่โอเค สิ่งที่ต้องทำคือ ใจเย็น รู้ตัวเองว่า ตอนนี้ไม่พร้อมที่จะคุยก็ให้คนอื่นดูแลแทนไปก่อน จนกระทั่งพร้อม ค่อยกลับเข้ามาทำหน้าที่"
การทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่รวมเดินทางไป-กลับระหว่าง กรุงเทพฯและเขาใหญ่ ไม่ได้ส่งผลให้เหนื่อยล้า เพราะนอกจากความสุขกับงานที่รัก ในสถานที่ที่หลงใหล ยังมีกิจกรรมที่ดูแลตัวเอง สร้างความสุขในทุกวินาที
(เรื่อง สาลินีย์ ทับพิลา กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน 2559)






