อาจารย์ปรียาสิริถ่ายทอดกลไกการทำงานของสมอง ที่จะทำให้สมองจดจำเนื้อหาที่ยาวๆ ได้อัตโนมัติ พร้อมนำเสนอเคสตัวอย่างต่างประเทศ ให้คุณพิชิตข้อสอบ
กระทู้หนึ่งในพันทิปถามว่า “เคยไหมที่ร้องเพลงแบบหนึ่ง แต่กลับมารู้ทีหลังว่าเพลงที่ร้องกับเนื้อเพลงจริงๆ แล้วคนละเรื่องกันเลย” กระทู้นั้นมีการแสดงความคิดเห็นอย่างสนุกสนานค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่นอกเหนือจากการอ่านอย่างเพลิดเพลินแล้วก็คือ ในความจริงแล้ว เราร้องเพลงได้หลังจากที่ฟังเพลงๆ หนึ่งได้ไม่กี่ครั้ง (และไม่ได้ตั้งใจฟัง) ได้อย่างไร
ถ้าเทียบกับการเรียนหนังสือแล้ว คำถามก็คือเมื่อจะร้องเพลงๆ หนึ่ง เราเคยได้ฝึกอ่านเนื้อเพลงอย่างจริงจังหรือไม่ เราเคยได้ทำกระดาษศัพท์เพื่อทดสอบว่าร้องเพลงถูกเนื้อหรือไม่ เคยมีคุณครูมาสอบเนื้อเพลงหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่
แน่นอนว่าโดยปกติแล้ว ถ้าไม่ใช่นักร้องอาชีพ เราจะไม่เรียนรู้เนื้อเพลงตามวิธีการเรียนแบบท่องจำในห้องเรียนเลย แต่ก็น่าแปลกว่า รูปแบบการเรียนรู้ในลักษณะนี้กลับทำให้จำได้ดี และเมื่อไหร่ที่ได้ยินเพลงนี้ เราก็จะร้องได้แทบจะทันที
John Ratey ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชจาก Harvard University ได้เขียนหนังสือ A user’s guide to the brain (คู่มือสู่สมอง) ว่า ถ้าอยากให้จดจำสิ่งที่กำลังเรียนรู้อยู่ได้จริงๆ แล้ว อย่างแรกคือต้องทำให้สิ่งที่กำลังเรียนรู้นั้นน่าสนใจ รวมถึงต้องเห็นคุณค่ามากพอที่จะเสียเวลาให้ความสนใจ เพราะถ้าสนใจ เราก็จะสละเวลาที่จะฝึกฝน สรุปได้ง่ายๆ ก็คือ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ฝึกฝน
ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์จากศูนย์ประสาทวิทยาพฤติกรรมและโมเลกุล จาก Rutgers University ก็ได้สนับสนุนแนวความคิดนี้ด้วยว่า สมองของมนุษย์จะเชื่อมโยงได้ดีกับสิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญเท่านั้น และสิ่งที่สำคัญนั้นจะต้องน่าสนใจด้วย สมมติว่า เราต้องการอธิบายเรื่องการเกิดคลื่นแรงโน้มถ่วง ให้เด็ก 2 คนที่อยู่ตรงหน้า เราจะเห็นว่าตอนแรกเด็กทั้งสองอาจมองว่าเรื่องนี้น่าสนใจ แต่เมื่อเริ่มอธิบายไปมากขึ้นเชื่อได้ว่า ความสนใจจะน้อยลงเรื่อยๆ จนเมื่อหันกลับไปอีกที เราอาจไม่เจอเด็กเหลืออยู่เลยสักคนเดียว
ย้อนกลับมาเรื่องการร้องตามเพลงนั้น หลายท่านหารู้ไม่ว่า การร้องเพลงในลักษณะนี้เป็นกระบวนการแรกของการเรียนรู้และการจดจำ นั้นก็คือ เมื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ ด้วยการทวนซ้ำ และการเรียกข้อมูลกลับมาบ่อยๆ แค่นี้ข้อมูลใหม่ๆ ก็จะฝังตัวเข้าสู่สมองในส่วนของความจำแล้ว
ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาการเรียนรู้จาก University of Utah กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า เพื่อให้เรียนหนังสือได้ดี นักเรียนควรที่จะแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทๆ มากกว่าที่จะอ่านรวบยอดทีเดียว การอ่านเป็นบทๆ แล้วมีการอ่านทวนซ้ำอยู่เสมอ คือการฝึกฝนที่ดีที่สุด เช่น การวิจัยให้เด็กจำคำศัพท์ 300 คำ เด็กที่อ่านคำศัพท์ 30 นาทีต่อวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์กับเด็กที่อ่านคำศัพท์แบบสะเปะสะปะ อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง แต่มาเร่งอ่านเอาวันสุดท้าย พบว่า เด็กกลุ่มแรกทำข้อสอบได้ดีกว่า และเมื่อนำคำศัพท์เดิมมาทดสอบอีก 1 เดือนต่อมา ก็พบว่าเด็กกลุ่มนี้ยังคงจำคำศัพท์ได้อีกด้วย
ในเรื่องเดียวกัน ศาสตราจารย์ด้านประสาทจิตวิทยากล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า สมมติว่าเราเรียนเรื่องใหม่ๆ ในคาบที่ 1 ยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อเรียนซ้ำในคาบต่อไป สมองก็จะบันทึกเรื่องนี้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเอาความรู้นี้ไปใช้ ไม่ว่าจะเป็น การเล่าให้คนอื่นฟังหรือการทำแบบฝึกหัดต่างๆ ความทรงจำเรื่องนี้ก็จะยิ่งมั่นคงมากขึ้นไปอีก และนำกลับมาประยุกต์ใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้นเท่านั้น
หลักการนี้นำไปปรับใช้กับเรื่องของการร้องเพลง โดยทั่วไปที่เราอาจไม่ได้รู้เนื้อหาที่ถูกต้อง หรืออาจจะไม่ได้อยากรู้เนื้อหาเลยเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะได้ยินอยู่บ่อยๆ และการร้องอย่างงูๆ ปลาๆ นั้นก็ทำให้เนื้อเพลงถูกเก็บเข้าไปอยู่ในสมองได้อย่างแม่นยำและมั่นคงนั่นเองค่ะ
*บทความโดย ดร.ปรียาสิริ วิฑูรชาติ มานะสันต์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมาย คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เผยแพร่ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจกายใจ อาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559






