วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สถาบันโรคผิวหนังเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา

สถาบันโรคผิวหนังเพิ่มประสิทธิภาพรักษา เน้นความต่างผู้ป่วยเฉพาะราย-ใช้พันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล วินิจฉัยโรคผิวหนัง ตรวจสอบการติดเชื้อ แพ้ยา

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการประจำปีของสถาบันโรคผิวหนังว่า สถิติของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า ในปี 2556 โรคผิวหนังเป็นโรคที่พบบ่อยเป็นอันดับ 8 ของประเทศ มีอัตราป่วย 98.64 ต่อประชากร 1,000 คน ที่ผ่านมามีผู้ป่วยมารับบริการที่สถาบันโรคผิวหนังเฉลี่ยวันละ 800 ราย จึงจัดให้มีการประชุมวิชาการสถาบันโรคผิวหนังขึ้น เพื่อให้บุคลากรได้รับความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านโรคผิวหนังที่มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางคลินิกในกลุ่มโรคผิวหนังที่สำคัญและเป็นปัญหาทางเวชปฏิบัติจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น และประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งการประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้เน้นในเรื่องการรักษาผู้ป่วยโรคผิวหนังที่แตกต่างเฉพาะราย

นพ.เวสารัช เวสสโกวิท รอง ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การรักษาโรคผิวหหนังที่แตกต่างเฉพาะรายตามสภาพปัญหาของผู้ป่วย คือ การรักษาโรคผิวหนังโดยที่แพทย์ให้ความสำคัญเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะตัว การใช้ชีวิตประจำวัน และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคนที่แตกต่างกัน เพื่อเลือกการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งปัจจุบันการรักษาแบบเฉพาะรายเริ่มเข้ามามีบทบาทในวงการสาธารณสุขมากขึ้น เป็นการคัดเลือกการรักษาผู้ป่วยตามลักษณะปัจเจกบุคคลตามความต้องการและความสะดวกของผู้ป่วยในทุกระยะของการดูแลรักษา รวมไปถึงการวินิจฉัย การป้องกัน การดูแลรักษา และการติดตามหลังการรักษา

รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการรักษาแบบเฉพาะบุคคล 3 วิธี คือ 1.การรักษาแบบแม่นยำ เป็นการนำข้อมูลบางอย่างมาเป็นตัวตัดสินใจในการเลือกรักษาผู้ป่วย เช่น ข้อมูลทางพันธุกรรม เพื่อพยากรณ์โรค การดูแลรักษา เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ความเสี่ยงต้อการแพ้ยา ความเสี่ยงต้อการเกิดโรคผิวหนัง เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน โรคท้าวแสนปม 2.การรักษาแบบเฉพาะตัว และ 3.การรักษาแบบใช้ผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง คือ การรักษาที่พิจารณาตามความสะดวกหรือความต้องการของผู้ป่วย เช่น บางคนไม่ต้องการรับประทานยา หรือไม่อยากทายา ก็เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม เป็นต้น

นพ.เวสารัช กล่าวด้วยว่า สถาบันฯ ยังเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยโรคผิวหนัง ด้วยอาศัยงานด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลมาใช้ด้วย โดยจัดตั้งห้องปฏิบัติการทางพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เช่น เครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่ เครื่องสกัดดีเอ็นเอ เครื่องถอดรหัสพันธุกรรม เป็นต้น การใช้พันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลจะช่วยให้วินิจฉัยโรคผิวหนังที่เกิดจากกรรมพันธุ์ได้ พยากรณ์โรคและความรุนแรง รวมถึงวิธีการรักษาที่เหมาะสมและป้องกันไม่ให้ลูกคนถัดไปต้องป่วยด้วยโรคผิวหนังที่เกิดจากกรรมพันธุ์ได้ นอกจากนี้ ยังช่วยให้แยกแยะโรคผิวหนังหลายโรคที่มีลักษณะและอาการคล้ายกัน ซึ่งไม่สามารถแยกแยะด้วยอาการทางคลินิกได้ ช่วยแยกแยะโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อ จะรวดเร็วกว่าการเพาะเชื้อที่ใช้เวลานานและบางครั้งอาจเพาะเชื้อไม่ขึ้น และช่วยดูว่าผิวหนังที่มีการอักเสบ เช่น อักเสบจากการฉีดฟิลเลอร์มีการติดเชื้อหรือไม่ จำเป็นต้องแยกให้ชัดเจน เพราะหากไม่ใช่การติดเชื้อจะรักษาด้วยการให้สเตียรอยด์ แต่ถ้าติดเชื้อก็ต้องให้ยาปฏิชีวนะ หากไม่แยกแยะให้ชัดเจนแล้วให้ยาสเตียรอยด์ในคนที่ติดเชื้อก็จะทำให้ติดเชื้อมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายยังช่วยในเรื่องของการตรวจการแพ้ยาด้วย