สธ.เผยผู้สัมผัสโรค"เมอร์ส"ตามตัวไม่พบเหลือ 6 ราย ต่างชาติ 5 ราย แท็กซี่อีก 1 "รมช.สธ."ประสานจนท.ตม.เช็คเข้ม
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 มิถุนายน นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมทางไกลร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ.รพท.) ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือโรคเมอร์ส ว่า สถานการณ์ยังพบผู้ป่วยโรคเมอร์สยืนยัน 1 ราย ผู้สัมผัสโรค 160 ราย ลดลงจากเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนไป 3 ราย เนื่องจากเดินทางออกนอกประเทศ ขณะที่ผู้ที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคเพิ่มขึ้นอีก 14 ราย เป็น 72 ราย เนื่องจากมีผู้ที่เดินทางจากประเทศระบาดติดต่อเข้ามา เพื่อให้ตรวจหาเชื้อ โดยขณะนี้ไม่พบมีใครป่วยเพิ่มเติม
"การประชุมครั้งนี้เพื่อกำชับให้นพ.สสจ. และผอ.รพ.ทุกแห่งเข้มข้นในการเฝ้าระวัง แม้เราจะพบผู้ป่วย 1 ราย แต่ก็ไม่ประมาท โดยขอให้ไปทำความเข้าใจกับคลินิกทุกแห่งในพื้นที่ของตนเอง ให้เข้าใจในการป้องกันโรค และหากพบผู้เข้าเกณฑ์สงสัยต้องแจ้ง สธ.ทันที เพราะขณะนี้มีมาตรการทางกฎหมายออกมาบังคับใช้ เนื่องจากโรคเมอร์ส ถือเป็นโรคติดต่ออันตรายตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2523 ซึ่งกรมควบคุมโรคได้ออกประกาศเพื่อให้เจ้าพนักงานสาธารณสุข และประชาชนทั่วไปปฏิบัติตาม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังต้องแจ้ง สธ.ทันที นอกจากนี้ สธ.จะดูแลขวัญกำลังใจ โดยจะมีค่าตอบแทนให้กับบุคลากรสาธารณสุขที่ดูแลเรื่องนี้ เหมือนกรณีอีโบลาที่เคยผ่านมติครม.แล้ว"นพ.สุรเชษฐ์กล่าว
ต่อข้อถามกรณีผู้สัมผัสโรคที่ยังตามตัวอีก 9 ราย เป็นชาวต่างชาติ 8 ราย และคนไทยที่ขับแท็กซี่ให้ผู้ป่วยชาวโอมานไปรพ.เอกชนนั้น นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กล่าวว่า จริงๆแล้วผู้ที่อยู่ในเกณฑ์สัมผัสโรค ซึ่งโดยสารเครื่องมาพร้อมกับผู้ป่วยมีอยู่ 14 ราย ขณะนี้ตามตัวได้แล้ว 9 ราย ยังเหลืออีก 5 รายที่เป็นชาวต่างชาติ กำลังเร่งติดตาม นอกนั้นไม่มีอาการใดๆบ่งชี้ ขณะที่แท็กซี่ที่ยังตามหาตัวอยู่ ขณะนี้กำลังเร่งติดตาม อย่างไรก็ตาม สำหรับอาการผู้ป่วยชายชาวโอมาน อาการดีขึ้น ให้ออกซิเจนน้อยลง ปรับเตียงให้นั่งได้แล้ว แต่ผู้ป่วยรายนี้อายุมากและมีโรคประจำตัว จึงต้องเฝ้าระวังอยู่ ส่วนญาติๆก็อาการดีขึ้นด้วย
จากนั้นเวลา 16.00 น.นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมช.สธ.) กล่าวภายหลังเดินทางมาตรวจความพร้อมมาตรการเฝ้าระวังโรคเมอร์สที่ท่าอากาศยานดอนเมืองว่า ท่าอากาศยานดอนเมืองมีเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยงเข้ามาเพียงวันละ 1 เที่ยวบินจากประเทศเกาหลีใต้ในช่วงบ่าย มีผู้โดยสารเดือนละ 10,000 คน ซึ่งผู้โดยสารเป็นชาวเกาหลีใต้ประมาณ 30% ชาวไทย 70% ซึ่งมาตรการเตรียมความพร้อมจะให้สายการบินดังกล่าว จอดที่หลุมจอดที่ 15 ที่เป็นหลุมเฉพาะจะอยู่ไกลที่สุดของอาคารผู้โดยสาร จากนั้นเมื่อผู้โดยสารลงจากเครื่อง จะมีการใช้เทอร์โมสแกนตรวจวัดอุณหภูมิที่ช่องทางออกของเครื่องบินทันที
หากพบผู้โดยสารมีไข้จะทำการแยกและตรวจซ้ำอีกครั้ง หากพบว่ามีไข้ทางท่าอากาศยานฯได้เตรียมห้องพิเศษ เอาไว้เพื่อแยกคนไข้และซักประวัติเพิ่มเติม จากนั้นเจ้าหน้าที่ให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยและนำตัวมายังห้องรอส่งต่อแยกจากบุคคลอื่นแล้วประสานเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรคในการส่งรถพยาบาลมารับไปยังรพ.ที่มีห้องแยกโรคความดันเป็นลบแล้วเก็บตัวอย่างเชื้อส่งตรวจและสังเกตอาการ หากผลตรวจเชื้อเป็นลบก็จะปล่อยตัว ทั้งนี้ ที่ผ่านมายังไม่พบผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศเสี่ยงผ่านท่าอากาศยานดอนเมืองแล้วมีไข้เดินทางเข้าประเทศแต่อย่างใด
นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการกรอกเอกสารที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบความชัดเจนของการกรอกประวัติ ที่อยู่ที่พำนักในประเทศไทย และหากมีหมายเลขโทรศัพท์ก็จะให้กรอกด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา ยังพบว่า การกรอกรายละเอียดที่ไม่ชัดเจน เมื่อพบผู้ป่วยและต้องติดตามผู้สัมผัสจะทำให้ไม่สามารถติดตามตัวได้ นอกจากนี้ ในส่วนของผู้โดยสารทั่วไปจากประเทศอื่นๆก็จะมีการตรวจที่ด่านควบคุมโรคที่อยู่ก่อนช่องตรวจของตม. ถือว่ามีการเฝ้าระวัง 2 ชั้นทั้งผู้โดยสารจากประเทศเสี่ยงและผู้โดยสารทั่วไป









