ระทึก!เพลิงไหม้อาคารก่อสร้าง รพ.จุฬาฯสงบแล้ว คนงานสำลักควัน3ราย สันนิษฐานเกิดประกายไฟปล่องแอร์
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 19 มกราคม พ.ต.ท.สุริยเมศศ์ ภักดีวิวัฒน์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สน.ปทุมวัน รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาฯ ถนนราชดำริ แขวงและเขตปทุมวัน กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน เจ้าหน้าที่ สำนักงานเขตปทุมวัน เจ้าหน้าที่นักพจญเพลิงและประสานรถน้ำดับเพลิงจาก สำนักป้องกันและบรรเทาสารธารณภัยกรุงเทพมหานคร จำนวน 10 คัน
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพักผู้ป่วยที่ทางบริษัทอิตาเลียนไทย อยู่ระหว่างการก่อสร้าง สูง 29 ชั้น บริเวณชั้น 29 มีกลุ่มควันสีดำจำนวนมากพวยพุ่งออกมา ด้วยจุดเกิดเหตุอยู่ชั้นที่สูงที่สุดทำให้ไม่สามารถใช้รถน้ำฉีดได้จากด้านล่าง ต้องให้เจ้าหน้าที่นักผจญเพลิงเดินเท้าพร้อมทั้งลากสายยางหัวฉีดน้ำและน่ำยาเคมีขึ้นไปทำการดับใช้เวลากว่า 30 นาที เพลิงสงบ ก่อนใช้เครื่องระบายควัน ตรวจสอบบริเวณชั้นดังกล่าวอยู่ระหว่างการตกแต่งภายใน เพลิงได้ลุกไหม้ฉนวนกันความร้อน และผนังที่ทำด้วยไม้อัดเพิ่งทาสีเสียหายทั้งชั้น นอกจากนี้ยังพบคนงานได้รับบาดเจ็บจากการสำลักควัน จำนวน 3 ราย เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวส่ง รพ.จุฬาฯ และรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รองผอ.สำนึกป้องกันและสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า หลังจากรับแจ้งเหตุได้ประสาน สดพ.ใกล้เคียงเข้าระงับเหตุ โดยใช้เจ้าหน้าที่ ผจญเพลิงขึ้นไปบนชั้น 29 ก่อนที่จะทำการต่อระบบน้ำดับเพลิงภายในอาคารทำการดับโดยใช้เวลากว่า 30 นาที เพลิงสงบ จากนั้นให้เจ้าหน้าที่ทำการระบายควัน เนื่องจากมีอุปสรรคกลุ่มควันหนาแน่น ใช้เวลาร่วม 1 ชม. ตรวจสอบเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าสาเหตุเกิดจากขณะคนงานก่อสร้างทำการพ่นโฟมใส่ฉนวนกันความร้อนบริเวณช่วงปล่องแอร์ในอาคาร จู่ๆเกิดประกายไฟขึ้นก่อนจะทำให้เพลิงโหมไหม้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากโฟมมีปฏิกริยาไวต่อไฟ ประกอบกับชั้นดุงกล่าวเป็นพื้นที่ลักษณะโล่งอับไม่มีอากาศถ่ายเททำให้ควันลอยฟุ้งอยู่ในชั้นดังกล่าว อีกทั้งประสานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบผู้ติดค้างภายในอาคาร พบคนงานสำลักควัน 3 ราย
ด้าน พ.ต.อ.อุทาสิน ฤทธิ์เรืองเดช รอง ผบก.น.6 กล่าวว่า หลังจากนี้จะประสานกองพิสูจย์หลักฐาน(พฐ.) เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ต้องรอให้กลุ่มควันพิษที่ลอยในอากาศ และระบายความร้อนออกเสียก่อนจึงจะเข้าการตรวจสอบที่เกิดเหตุที่แท้จริงได้ รวมทั้งจะสอบปากคำพยานที่เกิดเหตุ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป






